ม.หอการค้าไทยหวั่นอียูเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ ซีแบม กระทบสินค้า 6 ประเภท ดันต้นทุนธุรกิจพุ่ง 4.5 แสนล้านเหรียญ จี้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับมาตรการกีดกันการค้า
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) : ผลกระทบ ต่ออุตสาหกรรมไทยและการปรับตัว” ว่าสหภาพยุโรปหรืออียู ได้ประกาศนโยบายกรีนดีล (European Green Deal) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 55% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ net zero emissions หรือให้ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2050 โดยอุณหภูมิของโลกไม่เพิ่มขึ้นเกิน 1.5-2.0 องศาเซลเซียส
ล่าสุดอียูออกมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) หรือซีแบม ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า อีกประเภทหนึ่ง บังคับใช้กับสินค้า 6 ประเภทที่นำเข้ามาจำหน่ายในสหภาพยุโรป
โดยปัจจุบันไทยส่งออกสินค้า 6 ประเภทดังกล่าวไปอียูไม่มาก โดยอะลูมิเนียม เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า ส่งออกคิดเป็น 0.1.% ส่วนไฟฟ้า ซีเมนต์ ปุ๋ย ไม่ได้ส่งออกไปอียู ส่วนสินค้าประเภทอื่น คือ พลาสติกส่งออกไป 0.2% ผลิตภัณฑ์ยางส่งออก 3.2% สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย 0.2% อาหาร ส่งออก 0.5% แต่ในอนาคตอาจมีการเพิ่มเติมรายการสินค้าอีก
ทั้งนี้ ซีแบมจะส่งผลกระทบกับสินค้าไทย 3 ด้านคือ 1.ทำให้ราคานำเข้าสินค้าไทยไปอียู แพงขึ้น 2.ทำให้ส่งสินค้าไปอียูได้น้อยลงและ 3.ผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยสูงขึ้นจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
“คาดว่าซีแบมจะทำให้สินค้าไทย 6 รายการมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และอนาคตอาจจะมีการขยายกลุ่มสินค้าเพิ่มอีก คาดว่าอาจจะทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงขึ้น 4.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นปัญหาเรื่องใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว”
สำหรับระยะเวลาการบังคับใช้มีดังนี้ ภายในวันที่ 1 ต.ค.2566 ผู้นำเข้าอียูต้องจัดทำรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจกรายไตรมาส, 1 ต.ค.2566-3 ธ.ค.2568 ต้องปรับกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ 1 ม.ค.2569 เก็บภาษี ผู้นำเข้าจะต้องรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจกพร้อมซื้อ CBAM Certificate ภายในวันที่ 31 พ.ค.ของทุกปี