เป็นประเด็นเดือดต่อเนื่องว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ยังดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่
หลังรายการข่าว 3 มิติ ช่อง 33 เปิดคลิปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของไอทีวี เมื่อ 26 เม.ย.2566 ในคลิป นายภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ในฐานะผู้ถือหุ้นถามในที่ประชุมว่าไอทีวีดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อหรือโทรทัศน์ไหม
นายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานคณะกรรมการบริษัท ในฐานะประธานในที่ประชุมตอบว่า “ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อน”
จุดนี้ขัดแย้งกับเอกสารรายงานการประชุมของไอทีวี ที่ระบุว่านายคิมห์ตอบคำถามของนายภาณุวัฒน์ว่าปัจจุบันบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท มีการส่งงบการเงิน และยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2566 หลังมีบันทึกการประชุมออกมา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) นำเอกสารนี้ไปใช้เป็นหลักฐานสำคัญยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้ตรวจสอบการถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล(ก.ก.) แคนดิเดตนายกฯ
ขณะเดียวกัน นายนิกม์ แสงศิรินาวิน อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของไอทีวี 2 วัน ว่านักการเมืองที่กำลังถือหุ้นไอทีวีเตรียมตัวประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี และมอบตัว กกต.ด้วย หัวหน้าพรรคหนึ่งถือ 42,000 หุ้น
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นที่น่าสงสัยว่ามีการวางแผนจะให้นายภาณุวัฒน์ ผู้ถือหุ้นไอทีวี ที่รับโอนหุ้นมาจากนายนิกม์ และยังเป็นผู้จัดการคลินิกของครอบครัวของนายนิกม์ด้วยนั้น ตั้งคำถามในที่ประชุมเพื่อต้องการให้ผู้บริหารตอบว่าไอทีวียังดำเนินกิจการสื่อมวลชนอยู่ใช่หรือไม่
เป็นหนึ่งในข้อพิรุธที่นายพิธาได้เคยตั้งคำถามไว้ว่า เป็นความพยายามฟื้นคืนชีพไอทีวีให้กลับมาเป็นสื่อมวลชน เพื่อสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่
นอกจากนี้ ความขัดแย้งกันระหว่างคลิปการประชุมกับแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ที่ไอทีวียื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2566 และเอกสารงบไตรมาสแรก ปี 2566 ของไอทีวี มีการแก้ไขคำตอบของ นายคิมห์ที่ตอบนายภาณุวัฒน์ ทำให้เกิด ข้อสงสัยว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแบบนำส่งงบ การเงิน ที่ไอทีวียื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเป็นวันเดียวกับที่นายเรืองไกรไปยื่นร้องต่อกกต.หรือไม่
เพราะเมื่อพิจารณา “แบบนำส่งงบการเงิน” จะพบว่ามีการระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” และระบุสินค้า/บริการว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” จากเดิมที่ในปี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แล้วในปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ”
“ถ้าเรื่องนี้ตรงไปตรงมาจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการชี้แจงและเปิดเผยหลักฐานทั้งหมด โดยเฉพาะคลิปฉบับเต็ม” นายชัยธวัชกล่าวทิ้งท้าย
ต่อมา นายคิมห์ สิริทวีชัย กรรมการ ผู้อำนวยการ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ออกเอกสารแจ้งถึงกรรมการและ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าตามที่มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับไอทีวีซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท อินทัชฯ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 52.92 ทางบริษัทให้คณะกรรมการและฝ่ายจัดการของไอทีวีตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้น และหากมีประเด็นใดๆ ที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ไอทีวีจะดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อให้โปร่งใสเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า คลิปและรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวีขัดแย้งกันไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะกฎหมายเขียนว่าห้ามเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนใดๆ พยานหลักฐานที่ควรไปดู คือ
1.นายพิธาถือหุ้นตามทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือไม่ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นตามรายงานการประชุม
2.ทำธุรกิจสื่อมวลชนใดๆ ก็ไปดูวัตถุ ประสงค์การจดทะเบียนบริษัท และหมายเหตุงบการเงิน ส่วนประชุมผู้ถือหุ้นแล้วจดถูกผิดบ้างก็เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นกับบริษัท เมื่อจดผิดก็ต้องไปแจ้งให้แก้ไขรายงานการประชุม ไม่ใช่ไปกล่าวหาว่าจดผิด
นายเรืองไกรยังยื่นหลักฐานเพิ่มให้กกต. เพื่อประกอบการพิจารณากรณีกกต.ตั้งคณะกรรมการไต่สวนเอาผิดนายพิธา ฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังฝืน ตามมาตรา 151 ซึ่งอ้างว่าเป็นหลักฐานที่พบว่ามีการโอนหุ้นในวันที่ 25 พ.ค.2566 และหมายเหตุประกอบงบการเงินไตรมาส 1 ฉบับวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งระบุชัดว่าวันที่ 24 ก.พ.2566 มีการทำธุรกิจสื่อ โดยมีการระบุว่าจะรับรู้รายได้ไตรมาส 2 ซึ่งธุรกิจสื่อตรงนี้เป็นงานบริการ ต้องมีการส่งมอบก่อนจึงจะรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 และยืนยันว่าไอทีวีมีแผนทำธุรกิจสื่อตั้งแต่ปี 2560 แล้ว
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. เปิด ข้อสังเกต ว่า 1.รายงานการประชุมมี 14 หน้า คลิปเสียง 3 นาที ที่เผยแพร่โดย The Reporter เริ่มจาก วาระที่ 9 ที่อยู่ท้ายหน้า 13 ถึง หน้า 14 ซึ่งเป็นหน้าสุดท้าย
2.ส่วนต้นของคลิป กับรายงานการประชุม แทบจะเป็นการถอดความแบบคำต่อคำ แสดงถึงการจัดทำบันทึกการประชุมที่มุ่งเก็บ รายละเอียดได้ถูกต้องดีมาก
3.ส่วนที่ผิดปกติ คือ ลำดับการถามและตอบ ในคลิป เริ่มจาก ภาณุวัฒน์ ตามด้วย วิรัตน์ แต่ในรายงานการประชุม เป็น วิรัตน์ก่อน แล้วตามด้วยภาณุวัฒน์ ซึ่งผู้บันทึกการประชุม ที่ละเอียดรอบคอบไม่น่าพลาด
4.พิจารณาคำถามคำตอบ ในส่วนของ วิรัตน์ ทั้งในส่วนคลิปและบันทึกการประชุม ยังตรงกันแบบเกือบจะเป็นคำต่อคำ
5.พิจารณาคำถามคำตอบ ในส่วนของ ภาณุวัฒน์ คำถามเหมือนกัน แต่คำตอบเป็นหนังคนละม้วน
ด้าน นางสมศรี สัตยธรรม อดีต กกต. บอกว่า ยังไม่ได้ดูคลิป แต่ในแง่กฎหมายมองว่า ไอทีวียังประกอบกิจการสื่ออยู่ เพราะยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกกิจการกับกระทรวงพาณิชย์ เฉกเช่นบริษัททั่วไปแจ้งดำเนินการแล้ว ถ้าต้องการเลิกกิจการต้องแจ้งด้วย ถ้าไม่จดทะเบียนเลิก ก็ถือว่าบริษัทนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าไอทีวีไม่ทำแล้ว ก็ถือว่าประกอบกิจการสื่ออยู่
นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นว่ารายงานการประชุมผู้ถือหุ้นหรือคลิปการประชุมผู้ถือหุ้นไม่ได้เป็นพยานหลักฐานสำคัญว่าไอทีวี ยังประกอบกิจการสื่ออยู่หรือไม่ เพราะการพิจารณาว่ากิจการใดเป็นกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมตรา 98(3) ต้องพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงตามวัตถุประสงค์ของกิจการ มิใช่รับฟังจากการถามตอบในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
“ผมมองว่าการประชุมผู้ถือหุ้นที่นำมา เผยแพร่นี่แหละยิ่งเป็นหลักฐานสำคัญ มัด ไอทีวี ว่า ยังมีตัวตนประกอบกิจการสื่ออยู่”
หากพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐ ธรรมนูญที่ผ่านมา จะพบว่าหลักฐานสำคัญที่ศาลให้ น้ำหนักคือ งบการเงิน รายได้ที่ได้มาจากการประกอบกิจการสื่อหรือไม่ เป็นตัวชี้วัดว่าหุ้นของบริษัทที่ถืออยู่เป็นหุ้นสื่อหรือไม่ แม้จะมีวัตถุประสงค์ทำสื่อระบุอยู่ แต่รายได้ที่ได้ ไม่ได้มาจากการทำสื่อ ก็รอด
“กรณีของนายพิธา จะรอดหรือไม่รอดคดีหุ้นสื่อหรือไม่ จึงไม่ได้อยู่ที่คำถาม คำตอบในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น แต่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ถือหุ้นในบริษัทที่มีรายได้จากการประกอบกิจการสื่อหรือไม่ ที่สำคัญคือไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม อย่าบิดเบือนข้อกฎหมาย ด้วยการนำประเด็นที่ไม่ใช่สาระมากลบข้อเท็จจริง เพราะนั่นไม่ใช่วิถีทางที่ ถูกต้อง” นายเชาว์ระบุ
นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ระบุว่า เรื่องหุ้นไอทีวี ถ้าจะมีใครต้องติดคุก คง ต้องอาศัยมาตรา 143 มากกว่า 151 คำว่า “ผู้ใด” ตาม 143 หมายความรวมถึง กกต.ด้วย
การใช้อำนาจตัดสิทธิผู้ชนะการเลือกตั้งตามฉันทามติของประชาชน เป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือไม่
สำหรับมาตรา 143 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ระบุว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพ.ร.ป.นี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
ถ้าหากการกระทำผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครนั้นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง หรือเพื่อไม่ให้ประกาศผลการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นกำหนด 20 ปี เป็นต้น
13 มิ.ย. สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กกต. เผยแพร่ข้อกฎหมาย หากรู้ว่าขาดคุณสมบัติ แต่ยังสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.จะมีผลอย่างไร โดย ผู้รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ และผู้รู้อยู่แล้วว่าตนมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้ง หรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมือง เสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับ เลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดถึง 20 ปี ตามมาตรา 151 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2566
แน่นอนว่าข้อกฎหมายนี้โยงกับที่กกต.มีมติเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ตั้งกรรมการไต่สวนนายพิธา ตามมาตรา 151
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ความรู้ข้อกฎหมายว่าการดำเนินการตามมาตรา 151 ต้องไปฟ้องช่องทางศาลอาญาและไม่มี ขั้นตอนการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่กระบวนการนี้ใช้เวลานาน เพราะใช้กระบวนการยุติธรรมปกติ
หากผู้ใดจะร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าบุคคลใดมีลักษณะต้องห้ามลงสมัครส.ส. จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ผู้ที่ร้องได้คือ ส.ส.จำนวน 1 ใน 10 ของสภา หรือ 50 คน ซึ่ง ส.ส.จะยื่นได้หลังมีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเรียบร้อยแล้ว ส่วน ส.ว. จำนวน 1 ใน 10 หรือ 25 คน เพราะ ส.ว.สามารถลงชื่อเพื่อตรวจสอบ ส.ส.และส.ว. รวมถึงรัฐมนตรีได้ โดยยื่นผ่านประธานรัฐสภา เมื่อมีการเลือกประธานรัฐสภากันแล้ว และอีกช่องทางหนึ่งคือกกต.เป็นผู้ยื่น
ถ้าศาลรับเรื่องไว้พิจารณาและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะไม่สามารถนำรายชื่อนั้นไปโหวตเลือกเป็นนายกฯ ได้
แต่ปกติศาลจะไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เร็วเกินไป ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
บ่าย 13 มิ.ย. นายพิธา ยืนยันว่า พร้อมสู้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกตนเป็นนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย