ศาลาว่าการกทม. – เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. แถลงการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ตรวจจับผู้ขับขี่บนทางเท้า และจอดรถในที่ห้ามจอด โดยมี นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
นายชัชชาติกล่าวว่า สืบเนื่องจากการทำผิด 2 รูปแบบ ประกอบด้วย 1.การจอดในที่ห้ามจอด ซึ่งเป็นเรื่องของตำรวจจราจรเป็นผู้ดูแล 2.การขับขี่บนทางเท้าซึ่งเป็นเรื่องของ กทม.เป็นผู้ดูแล ภายใต้ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเฉพาะการขับขี่บนทางเท้า พบอุบัติเหตุแก่คนใช้ทางเท้าทั่วประเทศไทยเฉลี่ยปีละ 2,900 ราย ในกทม.เฉลี่ยปีละ 900 ราย โดยความเสี่ยงภัย 1 ใน 3 เกิดขึ้นใน กทม. กอปรกับจำนวนคนในการปฏิบัติหน้าที่ของ กทม.ในการตรวจจับแต่ละจุดมีไม่เพียงพอ กทม.จึงนำเทคโนโลยีตรวจจับผู้ขับขี่บนทางเท้ามาช่วย โดยใช้กล้องวงจรปิดที่มีอยู่ พร้อมติดตั้งระบบวิเคราะห์ภาพเพื่อตรวจจับเพิ่มเติม สามารถบันทึกข้อมูลผู้ขับขี่ได้ เช่น ป้ายทะเบียนรถ วันเวลากระทำผิด สามารถทำหน้าที่แทนคนได้ ลดการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้กระทำผิด ลดความเสี่ยงในการทุจริตเรียกรับเงิน โดยตั้งแต่วันที่ 1-20 มิ.ย. ตรวจจับไปแล้ว 799 ราย เปรียบเทียบปรับแล้ว 771 ราย ตักเตือน 28 ราย มีอัตราเทียบปรับ 2,000 บาท ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดวันต่อวัน พร้อมนำส่งข้อมูลขอความร่วมมือกับต้นสังกัดผู้กระทำความผิด หวังกระตุ้นจิตสำนึก
สำหรับแนวทางจับปรับ ประกอบด้วย 1.ประมวลผลนำข้อมูลจากเทคโนโลยีตรวจจับ 2.เทศกิจทำหนังสือถึงผู้กระทำความผิดให้มาชำระค่าปรับ ภายใน 30 วัน หากยังไม่มาชำระค่าปรับ กทม.จะประสานกับกรมขนส่งทางบกเพื่อดำเนินการต่อไป
ปัจจุบัน กทม.เริ่มติดตั้งนำร่องแล้ว 5 จุด ประกอบด้วย 1.ปากซอยรัชดาภิเษก 36 (ซอยเสือใหญ่อุทิศ) สถิติขับขี่บนทางเท้า 2,921 ราย 2.ปากซอยเพชรเกษม 28 สถิติขับขี่บนทางเท้า 1,338 ราย 3.หน้าโรงเรียนนิเวศน์วารินทร์ สถิติขับขี่บนทางเท้า 619 ราย 4.ปากซอยเพชรบุรี 9 สถิติขับขี่บนทางเท้า 49 ราย 5.ปั๊ม ปตท.เทพารักษ์ สถิติขับขี่บนทางเท้า 19 ราย เวลาส่วนใหญ่เกิดขึ้นช่วง 08.00-18.00 น. (ข้อมูลวันที่ 12-20 มิ.ย.) โดย กทม.ตั้งเป้าขยายเพิ่ม 100 จุดภายในเดือน ก.ย.นี้
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า กทม.จะประสานกับกรมขนส่งทางบกมากขึ้น เพื่อดำเนินการกับผู้ไม่ชำระค่าปรับตามกำหนด ซึ่งจะมีมาตรการไม่ต่อภาษีป้ายทะเบียนรถผู้กระทำความผิดต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ กทม.ต้องคำนึงคือ สาเหตุของผู้ขับขี่บนทางเท้า เช่น อาจเป็นเพราะจุดกลับรถอยู่ไกลเกินไป มีการก่อสร้างปิดเส้นทาง หรือปัญหาโครงสร้างทางกายภาพ ซึ่งกทม.อาจต้องปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่อไป