ท่ามกลางการชักเย่อเก้าอี้ประธานสภาระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย

ฝ่ายตรงข้ามก็แตะมือยื่นคำร้อง ออกแรงกระทุ้ง ให้หน่วยงาน ตรวจสอบเร่งรัดการดำเนินการตามข้อกล่าวหากับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล

ทำให้หลายฝ่ายกังวลกับเส้นทางขึ้นสู่นายกฯ คนที่ 30 ของนายพิธา ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม

นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวว่า โอกาสที่นายพิธาจะได้เป็นนายกฯ เหลือไม่มากแล้ว โอกาสที่จะไปถึงวันโหวตน่าจะตีบตันมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยมาจากความไม่แน่นอนของสัมพันธภาพระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยในการแย่งตำแหน่งประธานสภา

หากเพื่อไทยยังยืนกรานว่าจะเอาประธานสภานำไปสู่การปล่อยฟรีโหวต จะมีคะแนนผสม คะแนนมั่วเข้ามาเพื่อไม่ให้แคนดิเดตของพรรคก้าวไกลบรรลุวัตถุประสงค์ได้

ความสัมพันธ์ที่เปราะบางส่วนนี้จึงไม่ต้องพูดถึงวันโหวตนายกฯ ไม่ต้องพูดถึงคดีความที่นายพิธาโดนร้องในเรื่องต่างๆ เพราะกระบวนการตรงนี้ทำให้เห็นแล้วว่าโอกาสที่นายพิธาจะไปถึงตำแหน่งนายกฯ ต้องลุ้นวันต่อวันว่าพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยจะหาจุดลงตัวกันได้หรือไม่

หากเก้าอี้ประธานสภาเป็นของพรรคก้าวไกลกระบวนการโหวต นายกฯ ก็มีแนวโน้มที่จะไปได้ แต่ก็จะไปเจอปัญหาที่คาดการณ์กันไว้คือเสียงจากส.ว. น่าจะไม่ถึง 376

จะเห็นได้ว่า ส.ว.ที่ออกมาแถลงข่าวพยายามสร้างและบอกสังคมว่ามีข้อมูลใหม่ที่นายพิธาสุ่มเสี่ยงจะติดขัดเรื่องคุณสมบัติ หรือขั้นตอนสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยไม่เป็นคุณต่อนายพิธา และพรรคก้าวไกล

เหตุผลเหล่านี้ ส.ว.จะใช้เป็นข้ออ้างไม่ยกมือให้นายพิธา หากมองเป็นสัดส่วนไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่เชื่อว่าเสียงส.ว.จะเป็นไปตามที่ก้าวไกลมั่นใจ แม้ยังมี ส.ว.หลายคนไม่แสดงท่าที แต่คิดว่าเป็นการดึงเชง มากกว่า

พรรคเพื่อไทยควรยอมรับเงื่อนไขยกเก้าอี้ประธานสภาให้พรรค ก้าวไกล เพราะหากก้าวไกลวาสนาไปไม่ถึงนายกฯ อย่างน้อยความสง่างามของพรรคเพื่อไทยก็จะมาถึง

แต่หากใช้ทฤษฎีผู้ชนะคว้าหมดทุกอย่างพรรคเพื่อไทยจะถูกสังคมค่อนขอด เพราะตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้งเรื่องจุดยืนที่ไม่ชัดเจนจนนำไปสู่ฉากทัศน์เลยเถิดว่ามีดีลลับในต่างประเทศ หรือการสลับขั้ว

และระหว่างรอจุดลงเอยประธานสภา ประชาชนข้ามไปแล้วว่าเพื่อไทยเคลื่อนไหวไม่ปกติ ไม่ได้เตรียมจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีเสถียรภาพจึงใช้ข้ออ้างมีส.ส.ใกล้เคียงก้าวไกลมาต่อรอง

ถ้าเพื่อไทยต้องการลดความหวาดระแวง เก้าอี้ประธานสภาควรเป็นพรรคก้าวไกลเพื่อเป็นหลักประกันว่า 2 พรรคยังร่วมรัฐบาลผสมกันต่อไป

ด้าน นายสถาพร เริงธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าวว่า โอกาสที่นายพิธา จะได้เป็นนายกฯ ตอนนี้ 50:50 ต้องไปลุ้นกันถึงนาทีสุดท้ายตอนโหวต เนื่องจากประเด็นที่ ส.ว.หยิบขึ้นมาเล่น ใช้เป็นเครื่องมือต่อรองคือมาตรา 112 น่าจะเป็นประเด็นเดียวที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพลิกผันได้

ส.ว.จำนวนหนึ่งจริงจัง มีธงชัดเจนและมีความพยายามโยงประเด็นความมั่นคงมาดิสเครดิตกัน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อีกจำนวนหนึ่งไม่ได้จริงจังมากนัก ยังเชื่อว่าทุกคนน่าจะมีวิจารณญาณวิเคราะห์ข้อมูล แยกแยะได้ ฉะนั้นพรรคก้าวไกลต้องไปหาทางว่าทำอย่างไรให้ได้เสียงสนับสนุนเพียงพอ

ส่วนนโยบายของพรรคก้าวไกลด้านอื่นๆ เท่าที่ฟังความเห็นจากหลายฝ่ายก็มีทัศนคติที่บวก ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามคอร์รัปชั่น นโยบายเศรษฐกิจ นโยบายสังคม และอีกหลายเรื่องที่ทุกคนมองว่าเป็นนโยบายที่ดี

ส่วนหลายๆ เรื่องที่โหมเข้ามากระหน่ำ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไอทีวี ที่ดิน จ.ประจวบฯ ยังใช้เวลาอีกนาน การโหวตเลือกนายกฯ คงต้องดำเนินการไปก่อน ฉะนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างมากก็เป็นข่าวเพื่อมาดิสเครดิตกัน หรือทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นเท่านั้นเอง

ส่วนประเด็นการเปลี่ยนแปลงวันชาติ การแบ่งแยกดินแดนปาตานี เป็นเพียงการให้ความเห็นของคนบางส่วนในพรรคก้าวไกล และการ กล่าวหาพรรคร่วม ไม่เกี่ยวข้องกับนายพิธา ถ้าเป็นความเห็นส่วนตัวและอธิบายได้ไม่ใช่นโยบายพรรคก็ไม่น่าจะมีปัญหา

ยังคิดว่าสุดท้ายคงจะเป็น 8 พรรคที่จัดตั้งรัฐบาล ความขัดแย้งเรื่องตำแหน่งคงไม่นำไปสู่ดีลลับอะไร เพราะถ้าดีลลับเป็นจริงต้องถามว่าแล้วจะมีกลไกประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้เมื่อไรจะอธิบายอย่างไรว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม

ขอให้ทุกฝ่ายยึดตามกติกาที่ร่วมเขียนกันมา แม้อาจยังไม่ดีหรือไม่สมบูรณ์ที่สุดแต่อย่างน้อยก็ต้องเดินตามกติกา อยู่บนหลักการประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานสำคัญของการเคารพเสียงส่วนใหญ่ หลังจากนั้นค่อยไปสู้กันต่อ

การเมืองไทยคงไม่ได้จบง่ายๆ เอาประโยชน์สังคมเป็นตัวตั้ง อย่าเอาประโยชน์ของบางกลุ่มเป็นตัวตั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน