อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างในปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในภาพรวม ตามอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ขยายตัว

– เหล็ก ความต้องการใช้เหล็กในประเทศปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัว 6%YOY ตามการเติบโตของภาคการก่อสร้าง และการผลิตรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง 6-14%YOY จากราคาพลังงาน และราคาสินแร่เหล็กที่ลดลง

– ปูนซีเมนต์ ปริมาณการใช้งานปูนซีเมนต์ในประเทศปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวอยู่ที่ 34.4 ล้านตัน (+1.7%YOY) โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของการก่อสร้างภาครัฐ และเอกชน ขณะที่ปริมาณการส่งออกปูนซีเมนต์และปูนเม็ด คาดว่าจะฟื้นตัว 10.5%YOY มาอยู่ที่ 9.3 ล้านตัน สำหรับราคาปูนซีเมนต์มี แนวโน้มปรับตัวลดลง 3.2%YOY มาอยู่ที่ 1.82 พันบาท/ตัน ตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง

– กระเบื้อง ปริมาณการใช้งานกระเบื้องปูพื้นบุผนังในประเทศปี 2566 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2.3%YOY มาอยู่ที่ 226 ล้านตร.ม. ตามการเติบโตของการก่อสร้างภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัว รวมถึงการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามการขยายตัวของการบริโภคภาคครัวเรือน

ขณะที่ปริมาณการนำเข้ากระเบื้องมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวราว 2.3%YOY จากความต้องการใช้ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนการนำเข้ามีแนวโน้มลดลง ตามอัตรา แลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น

– สีทาอาคาร มูลค่าตลาดสีทาอาคารในปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวราว 1.7%YOY อยู่ที่ระดับ 2.08 หมื่นล้านบาท ตามการเติบโตของการก่อสร้างภาคเอกชน และการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ที่มีแนวโน้มเติบโตตามการบริโภคภาคครัวเรือน

โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยสีทาอาคารจะปรับตัวลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบที่เป็นผลผลิตจากน้ำมันดิบ ที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง จึงทำให้มูลค่าตลาดในปี 2566 เติบโตไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างยังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ปี 2566 แม้ราคาน้ำมันดิบและถ่านหินมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่ยังมีความผันผวนและอยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยที่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างต้องระมัดระวัง

และแรงกดดันจากเทรนด์ ESG แรงกดดันจากเป้าหมายการลด GHG ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง และแนวโน้มการก่อสร้างอาคารสีเขียว (Green building) ส่งผลต่อความต้องการวัสดุก่อสร้างที่มีความรักษ์โลกเพื่อตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน

เป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน