เมื่อวันที่ 8 ก.ค. เอเอฟพีรายงานว่า สหประชาชาติ หรือยูเอ็น ประณามความสูญเสียของฝ่ายพลเรือนที่เกิดขึ้นจากการทำสงครามของกองทัพรัสเซียในประเทศยูเครน หลังความรุนแรงดังกล่าวยืดเยื้อยาวนานเกิน 500 วันแล้วอย่างไม่มีทีท่าว่าสงครามจะจบสิ้นลง

คณะปฏิบัติงานยูเอ็นต่อภารกิจสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในยูเครน หรือเอชอาร์เอ็มเอ็มยู ระบุว่า มีพลเรือนเสียชีวิตกว่า 9,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่า 500 รายแล้ว นับตั้งแต่กองทัพรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนตั้งแต่ 24 ก.พ. 2565 โดยคณะทำงานคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจริงในสงครามน่าจะสูงกว่านี้

ข้อมูลจากเอชอาร์เอ็มเอ็มยูบ่งชี้ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตฝ่ายพลเรือนที่เกิดขึ้นในปีนี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่ความสูญเสียดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในเดือน พ.ค.และ มิ.ย. นอกจากนี้ การโจมตีเมืองลวีฟทางภาคตะวันตกของยูเครน ที่ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 37 คน เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียโจมตีพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การคุ้มครองของคณะกรรมการมรดกโลก ในสังกัดองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก เนื่องจากก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารทางประวัติศาสตร์

วันเดียวกัน ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกา กล่าวชี้แจงหลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีการตัดสินใจส่ง “ระเบิดพวง” หรือคลัสเตอร์ บอมบ์ ไปให้กับกองทัพยูเครนใช้ในการรับมือกับการรุกราน ว่าตนใช้เวลาตัดสินใจอยู่นานแต่จำเป็นต้องทำ เนื่องจากกระสุนและยุทโธปกรณ์ของยูเครนกำลังร่อยหรอ

ทั้งนี้ ระเบิดพวงถูกแบนภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง เนื่องจากมีอัตราความคลาดเคลื่อนผิดพลาดจากเป้าหมายและไม่ระเบิดสูง จึงทำให้ลูกระเบิดขนาดเล็กตกค้างบนพื้นดิน มีรัฐภาคีของอนุสัญญาฯ จำนวน 112 ประเทศ และให้สัตยาบันแล้วจำนวน 83 ประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน