ลุ้นระทึกกันเลยทีเดียวสำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 13 ก.ค.
ซึ่งจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่แน่ชัดว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ จากก้าวไกล พรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นลำดับ 1 จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นท่าทีของส.ว.หลายคน รวมทั้งคนที่เคยรับปากว่าจะลงคะแนนให้ ก็พลิกกลับไปกลับมา
และในที่สุดสารพัดข้ออ้างก็ถูกนำมาใช้เป็นคำกล่าวเพื่อสร้างความ ชอบธรรมให้ตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพรรคก้าวไกล ไม่ใช่เสียงข้างมาก เพราะมีคนไม่เลือกมากกว่า
กลายเป็นการใช้ตรรกะที่ไร้หลักการ เพราะหากใช้หลักเช่นนั้น หากถามกลับว่ามีคนไม่เลือกพรรคอื่นมากกว่าก้าวไกล หรือมีใครบ้างที่ไม่เลือกส.ว.ชุดนี้
ก็น่ากังวลว่าจะต้องอับอาย
ไม่ใช่แค่เฉพาะตน แต่อาจลามถึงวงศ์ตระกูล
ถัดมาก็เป็นการอ้างเรื่องมาตรา 112 ที่พรรคก้าวไกลหาเสียงว่าจะต้องแก้ไข ว่าเป็นหลักสำคัญที่ไม่สามารถโหวตให้ได้
ก็ต้องถามว่าหากปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่ว่าอะไรก็ตาม หากไม่นำมาถกแถลงหาทางออกในสภา ตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
แล้วจะให้ไปหาทางออกที่ไหน!??
ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการแก้ไขกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ว่าส.ส. หรือส.ว.ที่เห็นต่าง ก็สามารถยกเหตุผลสนับสนุนความเชื่อของตนเอง มาอภิปรายให้สังคมรับทราบ
สุดท้ายก็มีคะแนนโหวต จะผ่านหรือไม่ก็อยู่กับที่ประชุม และที่ผ่านมามีการเสนอกฎหมายมากมายที่ไม่ผ่าน กรณีนี้ก็ไม่ต่างกัน
อีกเรื่องคือกลัวบ้านเมืองจะวุ่นวาย กลัวจะไม่สงบ ก็ต้องย้อนถามว่าตลอด 10 ปีตั้งแต่รัฐประหาร 2557
วันที่ปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บ้านเมืองมีวันที่ดีสักเท่าไหร่
ที่คิดว่าจะขจัดความขัดแย้ง ปฏิรูปการเมือง กวาดล้างคอร์รัปชั่น สลายความแตกแยก
ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ก็เห็นๆ กันอยู่
และที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะพยายามไปฝืนธรรมชาติ ไม่ฟังเสียงประชาชน
ก็ได้แต่หวังว่าในวันลงคะแนน ส.ว.หลายคนก็คงจะคิดได้มีสติ
แก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีต ให้คนรุ่นหลังเขาได้ยกย่องบ้าง ก็คงจะดีไม่น้อย
รุก กลางกระดาน