ถ้าการโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เราก็จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้เสียที จะได้เร่งฟื้นเศรษฐกิจ เร่งส่งออก เปิดรับการท่องเที่ยว ธุรกิจการค้าเดินหน้า ปากท้องประชาชนคลี่คลาย
แต่ถึงขณะนี้ดูแล้ว ไม่น่าจะราบรื่น เพราะส.ว.ยังมีมุมมองที่ไปกันไม่ได้กับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล
ถึงขนาดยังตั้งแง่กับพรรคเพื่อไทย พรรคอันดับ 2 ว่าจะโหวตให้ แต่มีเงื่อนไขนั่นนี่!?
ส.ว.บอกว่าจะโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทยได้ เพราะไม่มีนโยบายที่ขัดแย้งกับจุดยืนของส.ว. แต่ตั้งเงื่อนไข ไม่ให้ก้าวไกลร่วมในรัฐบาล
ดังนั้น 8 พรรคที่จับมือกัน ควรต้องเริ่มคิดหาทางออก หาทางแก้ไขสถานการณ์ในมุมอื่นๆ อย่าเดินหน้าไปถึงทางตัน ไปถึงจุดวิกฤต
เพราะ 64 เสียงของส.ว. นับว่ามีจำนวนมากทีเดียว การไปขอเสียงสนับสนุนขนาดนี้ ทำให้ฝ่ายส.ว.สามารถกำหนดเกมได้!
สมมติว่า พิธาผ่านด่านไปไม่ได้ แน่นอนว่าต้องเปลี่ยนเป็นเสนอแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย
แล้วถึงตอนนั้น ถ้าส.ว.ยังตั้งแง่อีก ฝ่ายเพื่อไทยคงจะต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีการสู้
แน่นอนว่า เพื่อไทยกับก้าวไกลย่อมทิ้งกันไม่ได้ รวมทั้งกับอีก 6 พรรค ต้องร่วมกันตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยให้ได้
แต่ถึงเวลานั้นคงต้องพลิกกลยุทธ์ ต้องทำให้พลังต่อรองจากส.ว.ลดลงไป
อาจจำเป็นต้องดึงพรรคการเมืองอื่นเข้ามาเติมเสียงให้มากกว่า 312 เสียงที่มีอยู่!
เห็นกันอยู่แล้วว่า ทั่วสังคมไทยอยู่ในช่วงหวั่นไหว ว่าเราจะตั้งรัฐบาลได้ล่าช้า ส่งผลกระทบตามมามากมาย
ปัญหาของประเทศชาติมหาศาล รอรัฐบาลใหม่เข้ามาจัดการ
แต่เพราะการเมืองเราเริ่มติดล็อก ด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนในยุคคสช. ไปให้อำนาจ 250 ส.ว.ร่วมกำหนดตัวนายกฯ
อีกทั้งตอนนี้ 8 พรรค ต้องอาศัยเสียงส.ว. ถึง 64 เสียง จึงมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง!
ขณะที่ส.ว.ตั้งแง่กับพิธารุนแรง ถ้าจำเป็นก็ต้องเปลี่ยนเป็นเศรษฐา แต่ถ้าส.ว.ยังไม่ยอมอีก
คงจะปล่อยให้การเมืองไปติดล็อกตรงนั้นอีกไม่ได้ ประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ รอรัฐบาลอยู่
ถ้าจำเป็น ก็คงต้องเติมเสียงส.ส.ให้มากกว่า 312 เสียง เพื่อลดการพึ่งพาเสียงส.ว. ให้น้อยกว่า 64 เสียง
แน่นอนว่าถ้าก้าวไกลเป็นแกนนำเป็นนายกฯ สูตรเพิ่มพรรคให้มากกว่า 8 พรรค คงทำได้ยาก ดังปรากฏการณ์ มีกรณ์ไม่มีกู
แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นเพื่อไทยเป็นแกนนำ จะเพิ่มเป็น 9 พรรค 10 พรรค น่าจะเป็นทางออกที่ทำได้
เมื่อเห็นทางตัน จำเป็นต้องคิดหาทางออกใหม่ๆ เพื่อไปต่อให้ได้!
วงค์ ตาวัน