สองเดือนหลังเลือกตั้งการเมือง มาถึงช่วงไฮไลต์สำคัญ 13 ก.ค. ประธานวันนอร์เรียกประชุมร่วมรัฐสภา ส.ส.-ส.ว. เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
8 พรรคพันธมิตร 312 เสียงประกาศจุดยืนผลักดัน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตจากพรรคอันดับ 1 ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ ตามเจตนารมณ์ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ผ่านการเลือกตั้ง
หากเป็นประชาธิปไตยปกติ สองเดือน ถ้าเป็นประเทศอื่นพรรคอันดับหนึ่งคงได้ขึ้นเป็นผู้นำ จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศได้นานแล้ว
แต่นี่เป็นประเทศที่ประชาธิปไตยไม่ปกติ การมีพรรค 250 ส.ว.จากการแต่งตั้ง แต่กลับมีสิทธิ์ออกเสียงโหวตนายกฯ ตรงนี้ถือว่าไม่ปกติมากที่สุด ถึงขั้นเพี้ยน
ถ้าไม่เพี้ยน ประชาชนที่ออกไปเลือกตั้งสองเดือนก่อน คงไม่ต้องมานั่งอกสั่นขวัญแขวนลุ้นว่าพิธาจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ จะรวบรวมเสียงส.ส.+ส.ว.ได้ถึง 376 เสียงหรือไม่
จากข่าวให้สัมภาษณ์รายวัน จากสัญญาณลับและไม่ลับที่ถูกส่งออกมาหลายทิศหลายทาง ไม่ต้องเป็นคนฉลาดล้ำก็เดาได้ว่างานนี้ทั้งพิธา ทั้งก้าวไกล เจอตอใหญ่เข้าให้แล้ว
ท่าทีส.ว.กลุ่มใหญ่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรา 112 ทำให้คาดการณ์ว่า พิธา ไม่เพียงจะไม่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ในการโหวตรอบแรก แต่ยังหมายถึงรอบต่อๆ ไปด้วย
เงื่อนไขส.ว.ก็มีมาใหม่ทุกวัน ตั้งแต่ให้ลดเพดานเรื่อง 112 ทั้งที่รู้ก้าวไกลไม่มีทางยอม เมื่อไม่ยอม ส.ว.ก็อ้างเป็นเหตุไม่โหวตให้
ประธานวันนอร์ บอกว่าถ้าโหวตนายกฯ รอบแรก พิธาไม่ผ่าน ก็ต้องนัดโหวตรอบสอง หรืออาจสาม ยังไม่รู้ เพราะหน้าที่รัฐสภาคือต้องตั้งนายกฯ ให้ได้
ส.ว.ตัวตึงก็บอกว่าโหวตรอบสองก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ชื่อพิธา ถ้ายังชื่อพิธา ส.ว.ไม่วอล์กเอาต์ให้คนด่า แต่จะงดออกเสียงตามกติกา
ตัวตึงอีกคนเสี้ยมทันที ถ้าเปลี่ยนเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคอันดับสอง ไม่แน่ ส.ว.อาจจะโหวตให้ก็ได้
แต่ภายใต้ประชาธิปไตยไม่ปกติ ส.ว.อยู่เหนือประชาชน 14 ล้านเสียง ก็ยังขยันตั้งแง่ ถ้าพรรคอันดับสองได้รับเลือกเป็นนายกฯ จะต้องไม่มีก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วยเด็ดขาด
รวมไทยสร้างชาติและภูมิใจไทยประกาศไม่ส่งชิงนายกฯ ไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็เบาใจได้ระดับหนึ่ง แต่การเมืองยุคประชาธิปไตยไม่ปกติ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพื่อไทย-ก้าวไกลต้องประเมินสถานการณ์ให้ดี
โดยเฉพาะเพื่อไทยจะเล่นเกมเสี่ยงนี้อย่างไร ถ้าพลาดซ้ำสอง ระยะยาวได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน
มันฯ มือเสือ