13 ก.ค.นี้ มีการประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯ ซึ่ง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลประกาศชัดสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เพียงคนเดียว ซึ่งต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้ง 2 สภาที่มีอยู่ คือ 376 เสียง

ตอนนี้ 8 พรรคมีเสียงส.ส.ในมือ 312 เสียง ยังขาดอีก 64 เสียง ที่หวังเสียงส.ส.ขั้วตรงข้ามมาเติมคงเป็นไปไม่ได้ จึงต้องพึ่งเสียงส.ว.เท่านั้น

หากรอบแรกไม่ผ่าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าจะนัดโหวตรอบสองในวันที่ 19 ก.ค.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายข้อกฎหมายว่า หากรัฐสภาโหวตชื่อแคนดิเดตนายกฯ คนใดคนหนึ่งไปแล้วแต่ ไม่ผ่านรอบแรก สามารถนำชื่อเดิมกลับมาโหวตอีกได้ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็โหวตอีกได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคหนึ่ง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอความเห็นว่า “ถ้าให้ผมกำหนด ผมจะให้ 8 พรรค 312 เสียง ผนึกกำลังกันไปเรื่อยๆ ตั้งไม่ได้ก็รอไปเรื่อย ส.ว.หมดอำนาจ เมื่อไหร่ก็ตั้งได้”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระแสข่าวว่าพรรคก้าวไกลจะเสนอให้โหวตนายพิธาไปเรื่อยๆ จนกว่า ส.ว.จะหมดวาระเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องติดตามการประชุม 8 พรรคร่วมในวันที่ 11 ก.ค.ที่รัฐสภา ว่าจะมีข้อสรุปออกมาอย่างไรหรือไม่

สำหรับวุฒิสภาชุดนี้ถือเป็นชุดพิเศษ มีบทเฉพาะกาลให้อำนาจเลือกนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรด้วย โดยมีวาระ 5 ปีนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ซึ่งการแต่งตั้งวุฒิสภาชุดนี้ มีผลวันที่ 11 พ.ค.2562 จึงจะทำงานไปจนถึง 11 พ.ค.2567

หากดำเนินการตามไอเดียของนายจาตุรนต์ นั่นหมายความว่า ต้องยื้อโหวตนายพิธา เป็นนายกฯ ไปเกือบปี จนส.ว.หมดวาระ จากนั้น การโหวตนายกฯ จึงเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายเดียว

แต่หากใช้วิธีนี้ย่อมมีผลให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เช่นกัน

ขณะที่นักวิชาการมีความเห็นต่อเรื่องนี้

รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า กติกาที่ให้ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำ เมื่อมีแต่เฉพาะในประเทศไทยเราก็ไม่รู้ว่าจะไปอ้างอิงหลักการเรื่องนี้กับประเทศไหน ฉะนั้นก็ไทยแลนด์โอนลี่ โหวตไปเรื่อยๆ โหวตไปจนกว่าประชาชนจะชนะ ไม่ใช่นายพิธาจะชนะ เพราะนี่คือเสียงของประชาชนที่เลือกเขามา

หาก 8 พรรคร่วม มีเอกภาพก็จะเสนอนายพิธาต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็โหวตไปจนกว่าคนที่จะร่วมโหวตคือ ส.ว. ยอมลงมติเลือกให้ ถ้ามีเอกภาพอย่างนี้ไม่น่ากังวลอะไร เว้นแต่พอโหวตครั้งที่หนึ่ง นายพิธาไม่ผ่าน ฝ่ายค้านเริ่มเห็นแนวทางว่า จะตั้งรัฐบาลเสียง ข้างน้อย จะเสนอลุงนั่นลุงนี่มาแข่ง ซึ่งชนะอยู่แล้ว ส.ว.เอาข้างโน้นแล้วโหวตให้ มีโอกาสที่อีกฝ่ายจะชนะนายพิธา จะกลายเป็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นแน่นอน

ถ้าลากยาวกันไปจนถึงหมดวาระของ ส.ว.แรงกดดันจะไปตกอยู่ที่ ส.ว. เพราะคุณทำให้ประเทศไม่มีรัฐบาลใหม่ ประชาชนจะหันไปมองส.ว. ว่าเป็นผู้ฉุดรั้งการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงของประเทศ จะตกเป็นจำเลยของสังคม สายตาของประชาชนจะกลับไปมองว่าทำไมส.ว.ถึงไม่ยอมโหวตให้แล้วประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ไม่มีรัฐบาลจริง มีแต่รัฐบาลรักษาการซึ่งไม่ทำอะไรเลย

ส่วนตัวคิดว่าไม่ลากยาว มองว่าวันที่ 13 ก.ค.นี้ก็จบแล้ว นายพิธาได้เป็นนายกฯ ม้วนเดียวจบ เพราะส.ว.ที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยอยู่ แต่เขาไม่แสดงออก เพราะถ้าแสดงออกมาตอนนี้ จะถูกพวกส.ว.ตีกิน ไปล็อบบี้ว่าอย่าไปเลือกๆ เขาก็เงียบๆ ไว้ พอถึง วันนั้นเขาก็ลงมติ

เวลาโหวต ประกาศชื่อนามสกุล ไม่ได้โหวตลับ ประชาชนจะรับรู้ว่าเขาโหวตหรือไม่ โหวตให้ใคร จึงเป็นสิ่งที่ต้องเอามาคิดอย่างหนัก ว่าการโหวตครั้งนี้เกี่ยวกับเกียรติยศชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

ถ้าเขาโหวตให้นายพิธาประชาชนจะยกย่อง นับถือ ศรัทธา ทั้งตัวเขา และวงศ์ตระกูลของเขาด้วย แต่ถ้าไม่โหวตให้ประชาชนจะจดจำไปอีกแบบหนึ่ง เขาจะกลายเป็นโมฆบุรุษ ซึ่งเขาจะอยู่ในสังคมได้หรือเปล่า

ดังนั้นมองว่าเป็นสัญญาณดี ที่บรรดาส.ว.ไม่ประกาศตัว ถ้าประกาศตัวเขาถูกล็อบบี้แน่นอน จะเห็นได้ว่าส.ว.บางคนที่ประกาศตัวไปแล้วตอนแรก ประกาศกลับลำก็มี แต่คนที่ไม่ประกาศ เขา อาจจะโหวตให้นายพิธา เพราะอาจจะรำคาญไม่อยากรับโทรศัพท์ หรือถูกล็อบบี้ก็เป็นไปได้

นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่าหากไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ แล้วให้มีการโหวตเรื่อยๆ จนกว่าส.ว.จะหมดวาระ เป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ เพราะไม่ได้มีการกำหนดจำนวนครั้ง และไม่ได้กำหนดกรอบเวลา

แต่ในทางปฏิบัติคงเป็นไปไม่ได้ที่จะโหวตไปเรื่อยๆ เพราะถ้าจะรอไปถึงปีหน้าจะส่งผลกระทบอย่างมากในทุกๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ขาดความเชื่อมั่นไปหมด และ เดินหน้าไม่ได้ จึงเชื่อว่าอย่างมากคงโหวตแค่ 3 ครั้ง จะได้เห็นหน้าตานายกฯ

แม้พรรคก้าวไกลจะมีความชอบธรรม แต่หากใช้เกมเสนอชื่อแล้วโหวตไปเรื่อยๆ จังหวะต่างๆ ทางการเมืองจะเปลี่ยนไปที่พรรค ก้าวไกล อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัวไม่ใช่ภาพรวมทั้งประเทศ แต่มุ่งสู่ตำแหน่งอย่างเดียว

หากใช้วิธีโหวตไปเรื่อยๆ ข้อดีคือแน่นอนว่าบทบาทของส.ว.จะหายไป แม้จะมีส.ว.มาจากการเลือกตั้งชุดใหม่ก็จะไม่มาเกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งจะเป็นการเลือกนายกฯ ตามกลไกปกติโดยสภาผู้แทนราษฎร เจตจำนงของประชาชนสะท้อนอย่างไรก็เดินต่อไปแบบนั้น โครงสร้างระบบรัฐสภาไม่บิดเบี้ยวสามารถเดินต่อไปได้

ข้อเสียคือจะขาดความเชื่อมั่นเสถียรภาพทางการเมือง และมิติอื่นๆ ของประเทศด้วย เพราะใช้ระยะเวลานานเกินไป

สำหรับแรงกดดันต่อเรื่องนี้จะอยู่ที่พรรคเพื่อไทยมากที่สุด หลายคนอาจคิดแรงกดดันจะอยู่ที่พรรคก้าวไกล และนายพิธา แต่อย่าลืมว่าเขามีแค่ได้เป็นกับไม่ได้เป็น แต่ถ้านายพิธาไม่ได้เป็นยังมีทางบวกกับพรรคก้าวไกล และนายพิธาด้วยซ้ำในเรื่องคะแนนนิยม ความสงสาร และสะท้อนภาพความไม่เป็นธรรมของกติกา

ส่วนส.ว.ไม่กังวลอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ได้อยู่ในพื้นที่สาธารณะ อย่างมากก็แค่ 5-10 ท่านที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมีภูมิต้านทานสูง

ขั้วอำนาจเดิมก็ไม่กระทบอะไร ฝั่ง 8 พรรคที่เหลือก็เป็น พรรคเล็ก แต่พรรคเพื่อไทยจะถูกจับจ้องว่ามีดีลลับหรือไม่ แม้ว่าเขาพยายามสลัดปมตรงนี้แต่ก็สลัดไม่ออก ทุกอย่างพรรคเพื่อไทย โดนหมดไม่ว่าจะออกมาทางไหน

หากโหวตเลือกนายกฯ ไปแล้ว 2-3 ครั้ง แล้วนายพิธายังไม่ได้ เป็นเรื่องปกติที่พรรคเพื่อไทยจะสามารถเสนอแคนดิเดตนายกฯ ได้ แต่บังเอิญว่าหากเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ในตอนนี้ จะมีการ หยิบโยงดีลลับพรรคเพื่อไทยขึ้นมา ไม่ว่าจะสมการไหน พรรคเพื่อไทยจะถูกวิจารณ์ แต่หนักที่สุดคือข้ามขั้วไปสนับสนุนแคนดิเดต นายกฯ จากขั้วอำนาจเดิม

พรรคเพื่อไทยจึงหนีไม่พ้นเกมการเมืองนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน