วันที่ 13 ก.ค. 2566 ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 รัฐธรรมนูญ 2560

โดย 250 ส.ว.จากการแต่งตั้ง จะร่วมลงมติกับ 500 ส.ส.จากการเลือกตั้งด้วย รวมเป็น 750 เสียง ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับความเห็นชอบต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 376 เสียง

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ประชุมคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลเดิม และส.ว. ได้ข้อตกลงว่าจะเริ่มจากการให้สมาชิกอภิปราย และจะลงมติในเวลา 17.00 น.

จะได้นายกฯ คนที่ 30 ในวันที่ 13 ก.ค. หรือไม่ หรืออาจต้องโหวตอีก 2-3 ครั้ง ทั่วทั้งสังคมเฝ้าจับตามอง

หลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.2566 จนถึง ขณะนี้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล นำโดย ก้าวไกล พรรคอันดับ 1 และเพื่อไทย พรรคอันดับ 2 ยังยืนยันเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดต นายกฯ จากพรรคก้าวไกล ให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติ

แต่ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ดังที่ทั่วทั้งสังคมต่างรับทราบกันเป็นอย่างดี มีความพยายามอย่างหนักหน่วง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอันดับ 1 เป็นนายกฯ

โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของกลุ่มส.ว. ที่ประกาศชัดเจนตั้งแต่แรก ตลอดจนบรรดานักร้องเรียนต่างๆ ที่ยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อให้ถูกตัดสิทธิ์ หรือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือถูกดำเนินคดี

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ สะท้อนถึงกลุ่มอนุรักษนิยม และกลุ่มทุนใหญ่ใกล้ชิดเครือข่ายอำนาจ พยายามฝืนฉันทามติประชาชนที่ประกาศชัดเจนจากผลเลือกตั้ง เพื่อต้องการความเปลี่ยนแปลง

วันที่ 13 ก.ค.2566 นอกจากบรรยากาศในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ด้านนอกรัฐสภายังจะมีประชาชนหลายกลุ่ม และนักกิจกรรมประชาธิปไตย มาร่วมชุมนุมเรียกร้องให้ 250 ส.ว. ลงมติเลือกนายกฯ อย่างเคารพเจตนารมณ์เสียงประชาชนส่วนใหญ่

ไม่ใช่แค่เฉพาะ 14 ล้านคะแนนเสียงที่เลือกพรรคอันดับ 1 เท่านั้น แต่ยังมีเสียงจากพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย รวมแล้วเกือบ 27 ล้านเสียง จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 39 ล้านคน หรือเกินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น สังคมจึงคาดหวัง 250 ส.ว. เปี่ยมไปด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ จะลงมติเลือกนายกฯ อย่างมีวุฒิภาวะ ด้วยการเคารพและตระหนักถึงเสียงข้างมาก

แต่ถ้าตรงกันข้าม นอกจากจะยิ่งนำไปสู่ความวุ่นวาย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อหลายฝ่ายแล้ว อาจจะกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน