อีกเพียงไม่กี่วัน การเปิดประชุมร่วม 2 สภา เพื่อโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 ก็จะมาถึง ถ้านับจากการโหวตครั้งแรกวันที่ 13 กรกฎาคม จะพบว่าสถานการณ์ถัดจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
แม้แต่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเดิมยืนยันว่าไม่ยอมแพ้ ไปๆ มาๆ ก็แถลงพร้อมเปิดทางให้แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย
เป็นการแสดงท่าทีที่อ่อนลง
เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า ยังขอสู้ต่อในการโหวตรอบ 2 และขอเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรา 272 ปิดสวิตช์ส.ว.ก่อน
ถ้าสู้แล้วไม่สำเร็จ ก็พร้อมจะถอย เพื่อให้เพื่อไทย เป็นแกนนำในการชิงนายกฯ และตั้งรัฐบาล
แต่เอาเข้าจริงๆ จะมีเวลาเพียงพอให้นายพิธาและก้าวไกลได้ต่อสู้อีกกี่มากน้อย!?!
ผลสรุปจากการโหวต 13 กรกฎาคม หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า กำแพงของส.ว.นั้นยากจะผ่านไปได้
โหวต 19 กรกฎาคม ยากจะมีส.ว.มาโหวตเพิ่มให้อีก เพราะมีการโหมประเด็นมาตรา 112 จนกลายเป็นอีกเรื่องไปแล้ว
แทบจะสรุปได้แล้วว่า นายพิธาคงไม่ได้เป็นนายกฯ แล้วแน่นอน!
แม้แต่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ก็มีความเห็นในทันทีว่า คงจะยากที่โหวตผ่าน เมื่อทำอย่างถึงที่สุดแล้วคงต้องถอยออกมา เป็นฝ่ายค้านก็ได้
จนกระทั่งมีคำแถลงของนายพิธา ที่พร้อมจะเปิดทางให้เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน ซึ่งเริ่มเปิดทางถอย
เพียงแต่นายพิธายังขอเวลาสำหรับการโหวตหนที่ 2 และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272
รวมทั้งยังยืนยันการจับขั้ว 8 พรรคดังเดิมต่อไป
ประเด็นที่นายพิธาเน้นย้ำการมัดแน่น 8 พรรค น่าจะเป็น เพราะว่า เริ่มมีแรงกดดันอย่างรุนแรงจากทุกสารทิศ
เพื่อกำจัดพรรคก้าวไกลออกไปจากวงโคจรรัฐบาล!!
แม้แต่คดี 2 คดีที่จ่อรออยู่ ทั้งคดีถือหุ้นสื่อ คดีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ล้มล้างการปกครอง ที่อยู่ในขั้นตอน ศาลรัฐธรรมนูญ
เป็นอีก 2 ดาบที่น่าห่วงอย่างมาก สำหรับนายพิธาและก้าวไกล
เหมือนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง
อาจจะกล่าวได้ว่า ความเป็นจริงของนายพิธาและก้าวไกล ในเวลานี้คือ น่าจะไม่ได้ตำแหน่งนายกฯ ไม่ได้เป็นผู้นำรัฐบาลแล้ว
แต่ยังหวังโอกาสร่วมรัฐบาลได้ทำงานบริหารประเทศ สุดท้ายจะเป็นเช่นไร ต้องติดตามด้วยการลุ้นระทึก
แม้แต่การโหวตวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ก็ยังต้องช่วยกันลุ้นให้มีโอกาสอีก!?
วงค์ ตาวัน