นายนิพนธ์ บุญญามณี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค. และได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว.เพียง 13 เสียงว่า การโหวตนายกฯ ที่ผ่านมาต้องถือว่า พรรคก้าวไกลไม่สามารถไปขอคะแนนจากส.ว.ได้ ยิ่งทำให้สถานการณ์การเป็นนายกฯ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หน้าพรรคก้าวไกล ยิ่งลำบากมากขึ้น จึงต้องดูว่าการจะใช้เวลา 4-5 วัน ไปขอคะแนนจากส.ว.เพิ่มมา 40-50 คน เป็นเรื่อง ที่ยากมาก เว้นแต่พรรคก้าวไกลจะไปใช้ยุทธวิธีเหมือนการเลือกประธานสภา ยอมถอยไม่ยอมหัก
ถ้าก้าวไกลอยากจะได้ตำแหน่งนายกฯ ก็ต้องยอมถอยเรื่องมาตรา 112 ถ้าไม่ถอย เมื่อดูอารมณ์ของคนที่อภิปรายในสภา วันที่ 13 ก.ค.แล้ว เป็นเรื่องยากที่จะยกมือโหวตให้ก้าวไกล เพราะคำชี้แจงของก้าวไกลเองก็ไม่ชัดเจน เหมือนยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับฝ่ายที่เขากังวลอยู่เพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้น ผู้บริหารพรรคก้าวไกลต้องเอาไปคิด ถ้ายังไม่เปลี่ยนยุทธวิธีขอเสียงสนับสนุน คิดว่ายาก หมายความว่าโอกาสวันที่ 19 ก.ค.เป็นโอกาสครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นต้องเปิดโอกาสให้พรรคอื่น พรรคอันดับ 2-3 ก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้
ส่วนที่พรรคก้าวไกลเสนอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 ปิดสวิตช์ส.ว.นั้น เป็นเพียงยุทธวิธี ไม่ประสงค์เรื่องความสำเร็จ เพราะจะหาเสียงที่ไหนมาสนับสนุนได้ครบ ซึ่งการหาเสียงสนับสนุนจากส.ว. ดูได้จากวันที่ 13 ก.ค.ว่าได้เท่าไหร่ การเสนอแก้มาตรา 272 ยิ่งยากเข้าไปอีก และใช้เวลานาน ซึ่งพรรคเคยเสนอแก้ไขมาแล้วและไม่ผ่าน ทั้งนี้ เรายืนยันสนับสนุนการแก้ไขรัฐมนตรีให้เป็นประชาธิปไตย แต่คงไม่ทันโหวตนายกฯ