ชัยนาท – นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่านับตั้งแต่กฎหมายหลักประกันธุรกิจได้เพิ่ม ‘ไม้ยืนต้น’ เป็นทรัพย์ประเภทหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรและประชาชนนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 146,866 ต้น วงเงินค้ำประกัน 138,096,039.02 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2566) ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย ร้อยเอ็ด ศีรสะเกษ สกลนคร บุรีรัมย์ สุพรรณบุรี อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร

ดังนั้นทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงต้องเร่งสร้างความรู้และส่งเสริมให้เกษตรกร/ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นที่มีค่าบนที่ดินของตนเองมากขึ้น รวมทั้ง สร้างความเข้าใจใน รายละเอียดและวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ โดยหากเกษตรกรต้องการใช้เงินลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจ ขยายกิจการ หรือดำรงชีวิตประจำวัน ก็สามารถ นำไม้ยืนต้นที่ปลูกมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ ทำให้เกษตรกรและประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ส่งผลให้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง

ไม้ยืนต้นที่เกษตรกรปลูก นอกจากจะนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้แล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากออกซิเจนที่ต้นไม้ผลิตออกมา ช่วยลดภาวะก๊าซเรือนกระจกของภาคการผลิตและขนส่ง หรือที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต โดยการผลิตคาร์บอนเครดิต ส่งขายในตลาดซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต เป็นเทรนด์ธุรกิจโลกที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง ต่อเกษตรกรผู้ปลูกไม้ยืนต้นและขายคาร์บอนเครดิต

“หากคาร์บอนเครดิตได้รับการผลักดันให้เป็นทรัพย์ประเภทหนึ่งที่นำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ จะสร้างคุณค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการใช้ที่ดิน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน