อ่านเกมพลิกขั้ว-นายกฯคนที่ 30
เป็นข้อตกลงของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่า เมื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ไม่สามารถฝ่าสารพัดด่านการโหวตเลือกนายกฯ รอบสองเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ไปได้ ก็ยกให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็นพรรคที่ได้ส.ส. เป็นอันดับ 2 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคก้าวไกล
และแน่ชัดว่าพรรคเพื่อไทยชูนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นั่งเก้าอี้นายกฯ คนที่ 30
“ตอนนี้ประเทศชาติไม่ง่าย ฉะนั้นเราคิดว่าตัวเลือกที่ดีสุด กับประเทศ ณ ตอนนี้ คือคุณเศรษฐา ที่จะช่วยในเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าไม่ได้เราก็ทำงานร่วมกันในการช่วยประเทศชาติ หากเป็นหัวหน้ารัฐบาลและต้องเลือกจากเรา เรามองว่า คือคุณเศรษฐา” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรค เพื่อไทยกล่าวยืนยัน
ขณะที่นายเศรษฐา ออกตัวชัดพร้อมเป็นนายกฯ เพื่อรีบเข้ามา แก้ปัญหาปากท้องประชาชนและปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
แต่เส้นทางนายกฯ คนที่ 30 ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะถ้า 8 พรรคยังมัดกันรวมกันแน่น ถึงอย่างไรยังต้องพึ่งเสียงส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ
312 เสียงของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ แน่นอนว่าได้ครบ 311 เสียง ขาด 1 เสียงของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องทำหน้าที่ อย่างเป็นกลาง
หากรวม 13 ส.ว.ที่โหวตเห็นชอบนายพิธาในรอบแรก เท่ากับ มีเสียงตุนในมือ 324 เสียง
นายเศรษฐา ต้องได้อย่างน้อย 375 เสียง ซึ่งเป็นกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาที่ตอนนี้มีอยู่ 749 คน แบ่งเป็นส.ส. 500 คน ส.ว. 249 คน (ลาออก 1 คน)
เท่ากับยังขาดอีก 51 เสียงที่จะส่งให้นายเศรษฐา ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ
สถานการณ์ตอนนี้ยังติดหล่มใหญ่คือ ท่าทีของส.ว. จะยกมือสนับสนุนนายเศรษฐา ต่อเมื่อไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมตั้งรัฐบาล เพราะพรรคก้าวไกลไม่ยอมถอยแก้มาตรา 112
ขณะที่จะจีบพรรคการเมืองอื่นมาเติมคะแนน ส่วนใหญ่ก็ติดเงื่อนไขเดียวกันคือ ไม่ร่วมทำงานกับพรรคที่จะแก้มาตรา 112 นั่นหมายถึงไม่เอาพรรคก้าวไกลเช่นกัน
เป็นการกดดันให้มีการ ‘สลายขั้ว’ โดยพรรคเพื่อไทยผลักพรรคก้าวไกลออกไปเป็นฝ่ายค้าน และ ‘พลิกขั้ว’ ตั้งรัฐบาลใหม่
ขนาด นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ยังยอมรับว่ามีกระแสข่าวขั้วอำนาจเก่ากดดัน ส.ว.อย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังพลิกขั้วดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาลแล้วดีดพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน
“ส่วนสมการทางการเมืองของขั้วอำนาจเก่าเป็นอย่างไรคงบอก ไม่ได้ แต่มีความเคลื่อนไหวนี้หนักมากและหลายแหล่งข่าวตรงกัน มีการประกาศกับ ส.ว.ที่ถูกกดดันว่าตัวเองจะเป็นรัฐบาล ขอให้งด ออกเสียง หรือ ไม่มาประชุม สั่งให้ป่วยก็มี เพื่อให้เป็นรัฐบาล” นายชัยธวัชระบุ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ก็ฟันธงว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย. และนายเศรษฐา ทวีสิน กระตุ้นให้มีรัฐบาลโดยเร็วเพื่อมาแก้ทุกข์ยากที่ประชาชนผจญอย่างหนักหน่วง
“การพูดเช่นนี้จึงเท่ากับแสดงพฤติกรรมแต่งตัวตั้งรัฐบาลย้ายขั้วไปจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และบางพรรคสืบทอดอำนาจจากฝ่ายเสียงข้างน้อย 188 เสียง” นายจตุพรกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากพรรคก้าวไกลหลุดออกจากวงตั้งรัฐบาล ทางพรรคเพื่อไทย 141 เสียง มีตัวเลือกดึงพรรครัฐบาลเดิม มาเสริมทัพ เช่น พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง ถ้าบวกกับพรรคเล็กพรรคน้อยอีกหลายพรรคก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างเกือบ 300 เสียง
ถ้าโฟกัสตามสูตรนี้ พรรคก้าวไกล ที่มี 151 เสียง พรรครวมไทย สร้างชาติ 36 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง และน่าจะรวมถึงพรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง จะเป็นฝ่ายค้านไปโดยปริยาย
ก่อนหน้านี้ มีข่าวสะพัดเป็นระลอกว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ เป็นคู่แข่งชิงเก้าอี้นายกฯ
แต่ทางซีกส.ว.มีข้อแม้ว่า พรรคขั้วรัฐบาลเดิมต้องรวบรวมเสียงส.ส.ให้ได้กึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมดคือ 250 เสียง จึงจะยกมือให้พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ ซึ่งตอนนี้มี 188 เสียง จึงต้องการอีกถึง 62 เสียง
สมการนี้จึงน่าจะเป็นไปไม่ได้
ขณะเดียวกัน ล่าสุดพรรคพลังประชารัฐได้แต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เป็นผู้ประสานงานส.ส. เพื่อติดต่อกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นการเตรียมพร้อมไว้ หากการเมืองพลิกขั้ว
เส้นทางรัฐบาลใหม่ เส้นทางนายกฯ คนที่ 30 จะมีจุดหักเหอย่างไร โปรดติดตามต่อไป