ทำเนียบรัฐบาล – เมื่อวันที่ 25 ก.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมขยายการใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนของวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะรวม 750 บาทต่อคนต่อเดือน ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 โดยขยายให้ครอบคลุมระบบขนส่งสาธารณะเอกชน รถร่วม และเรือเพิ่มเติมอีก 4 ประเภท ได้แก่

1.รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพ มหานคร 2.รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน 3.รถสองแถวรับจ้าง และ 4.เรือโดยสารสาธารณะ จากเดิมที่ปัจจุบันสามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะได้ 4 ประเภท คือ 1.รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 2.รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) 3.รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัทรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด และ 4.รถไฟ

ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดสรรสวัสดิการครอบคลุมระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ขอเชิญชวนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะที่ต้องการสมัครเป็นผู้ให้บริการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ติดต่อขอรับแบบฟอร์มและสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ ดังนี้ 1.ผู้ประกอบการรถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน และรถสองแถวรับจ้าง สมัครได้ที่สำนักการขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก โทร. 0-2271-8522 ต่อ 3508 หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด (วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น.) 2.ผู้ประกอบการเรือโดยสารสาธารณะ สมัครได้ที่สำนักมาตรฐานทะเบียนเรือ กรมเจ้าท่า โทร. 0-2233-1311 ต่อ 288 หรือสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขา (วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น.) โดยหากผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จตามขั้นตอน จะเปิดให้บริการรับชำระเงินจากผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป

น.ส.รัชดากล่าวว่า นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มติครม.รับทราบผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยสถาบันการจัดการนานาชาติ ปี 2566 ไทยอยู่ในลำดับที่ 30 ของโลก ดีขึ้นจากลำดับที่ 33 ในปี 2565 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ และเป็นลำดับ 3 ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีปัจจัยหลักตามเกณฑ์ตัวชี้วัด 4 กลุ่ม ดีขึ้นในทุกด้าน โดยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ลำดับที่ 16 จากลำดับที่ 34 ในปี 2565 จากการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศดีขึ้น หลังจากการชะลอตัวในช่วงโควิด-19 และการฟื้นตัวภาคการส่งออก ที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 ด้านประสิทธิภาพภาครัฐ ลำดับที่ 24 จากลำดับ 31 ในปี 2565 จากการใช้จ่ายภาครัฐ การบริหารสถาบัน และกฎระเบียบธุรกิจปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้านนโยบายภาษีและกรอบการบริหารสังคมมีอันดับลดลง เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลง 3.ด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ลำดับที่ 23 ดีขึ้นจากลำดับที่ 30 ในปี 2565 จากด้านผลิตภาพตลาดแรงงาน การเงิน และทัศนคติและการให้ ค่านิยมมีอันดับดีขึ้น โดยผู้ประกอบการของไทยมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลเพิ่มขึ้น และความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีดีขึ้น รวมถึงการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์และมูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นด้วย

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา มีอันดับลดลงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรทางการศึกษา

“นายกฯ ถือว่าความสำเร็จนี้ เป็นผลงานร่วมกันของทุกคน ในรัฐบาลรวมไปถึงส่วนราชการที่ช่วยกันเดินหน้าประเทศไทย จนมีความก้าวหน้าในทุกมิติ ซึ่งหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะได้พิจารณาดำเนินการต่อเนื่อง” น.ส.รัชดากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน