สถานะและการดำรงอยู่ของพรรคก้าวไกลดำเนินไปอย่างยอกย้อนจนเหลือเชื่อ
ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ไม่ว่าจะเป็น นายเสรี สุวรรณภานนท์ ไม่ว่าจะเป็น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เห็นพ้องต้องกัน
ในความอ่อนหัด ในความไร้เดียงสา ด้อยประสบการณ์
กระนั้น ในอีกด้านเมื่อมองผ่านแต่ละจังหวะก้าวของผู้มากประสบการณ์อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
กลับหวาดระแวง เห็นว่าอาจกระทบต่อความมั่นคง
ยิ่งใกล้วาระที่ นายทักษิณ ชินวัตร จะเดินทาง “กลับ” ยิ่งเห็นสถานะพรรคก้าวไกล
เนื่องจากเหตุผลหนึ่งซึ่งรองรับความชอบธรรมและ เหมาะสมที่ นายทักษิณ ชินวัตร จะคืนสู่เหย้าและแสดงผลสะเทือนผ่านพรรคเพื่อไทย
คืออาศัยพรรคเพื่อไทยกำราบพรรคก้าวไกล
อย่างที่มีการโฆษณาอย่างกว้างขวางว่า ถึงเวลาที่ “พลังเหลือง” จะผนึกเข้ากับ “พลังแดง” เพื่อบดขยี้และตัดหนทางของ “พลังส้ม”
ไม่ว่า “พันธมิตร” ไม่ว่า “กปปส.” ล้วนส่งเสียง ชโยโห่ร้อง
ถามว่าปัจจัยอะไรทำให้พรรคก้าวไกลมีความน่ากลัว ทั้งๆ ที่อ่อนหัด ไร้ประสบการณ์
คำตอบ 1 เห็นได้จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในสนามการเลือกตั้งจาก 80 คนในยุคพรรคอนาคตใหม่ เป็น 151 คนในยุคพรรคก้าวไกล
ใช้เวลาการเลือกตั้งเพียง 2 สมัยก็ได้อันดับ 1
คำตอบ 1 เพราะรากฐานทางการเมืองแนบแน่นอยู่กับ “คนรุ่นใหม่” ทั้งยังทำท่าจะขยายไปยัง “คนรุ่นใหญ่” จนได้คะแนนกว่า 14 ล้าน
ชัยชนะและความสำเร็จเช่นนี้แหละจึงต้องบดขยี้ จึงต้องทำลาย
ในที่สุด ชะตากรรมของพรรคก้าวไกลมาจากชัยชนะ มาจากความสำเร็จทางการเมือง
หากพรรคก้าวไกลได้รับเลือกเพียง 1 หรือ 5 คนตามความคาดหมายเดิมเหมือนๆ กับพรรคการเมืองใหม่ พรรคการเมืองขนาดเล็กอื่นๆ
ย่อมไม่สร้างความอิจฉา ย่อมไม่ก่อให้เกิดความหวาดกลัว