ธกส.เร่งเดินหน้าตามเป้าหมายลดหนี้เสียสิ้นปี 2566 ให้ได้ในระดับไม่เกิน 5.5% จาก 8% พร้อมเสนอมาตรการให้รัฐบาลใหม่ดูแลเกษตรกรที่ประสบ ภัยแล้ง-น้ำท่วม
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของธนาคารมีแนวโน้มทรงตัว โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการธนาคารและฝ่ายจัดการหนี้ มีเป้าหมายร่วมกันว่าจะดูแลหนี้เสียสิ้นปี 2566 ได้ในระดับไม่เกิน 5.5% จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 8% โดยจะพยายามบริหารจัดการในแต่ละเดือนให้อยู่ในระดับบวกลบ 0.5% โดยหนี้เสียในระดับ 5.5% ถือว่าปรับตัวดีขึ้นซึ่งเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ที่ระดับ 7% และดีกว่าช่วงกลางปี 2565 ที่เกิน 10%
ทั้งนี้ หนี้เสียของธนาคารสอดรับกับลูกค้า ที่เมื่อมี การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว จะมีการชำระหนี้คืนเป็นรอบ การผลิต ทำให้หนี้เสียมาเป็นคลื่น โดยปี 2565 หนี้เสีย ที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นผลมาจากนโยบายการพักหนี้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยการจะทำให้หนี้เสียปรับ ลดลงมาได้ ก็มีทั้งการเร่งปล่อยสินเชื่อเพิ่ม และแก้ปัญหาหนี้เสียที่มีอยู่เดิม ไม่ให้เพิ่มขึ้นอีก
นายฉัตรชัยกล่าวถึงแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยในช่วง ขาขึ้น ว่า ธนาคารเพิ่งมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เป็น ครั้งแรก เนื่องจากดอกเบี้ยของธนาคารมีความห่างกับธนาคารพาณิชย์ ทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลสภาพคล่อง ขณะเดียวกันก็ไม่ได้กระทบลูกค้า เนื่องจากวงเงินกู้ลูกค้า ไม่ได้สูงมากเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 แสนบาทต่อราย ภาระการผ่อนชำระเงินงวดขึ้นไม่ได้ปรับสูงมาก พยายามตรึงดอกเบี้ยไว้ให้ได้นานที่สุด ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยถือว่าต่ำที่สุดในระบบแล้ว
พร้อมกันนี้ ธนาคารเตรียมเสนอมาตรการให้รัฐบาลใหม่ ในการดูแลเกษตรกรทั้งจากปัญหาภัยแล้ง และปัญหา น้ำท่วม ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่ต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ทั้งในเรื่องประกันราคาพืชผล และมาตรการช่วยเหลือ อยู่ในมาตรการปกติของธนาคาร แต่อาจจะต้องส่งเสริมภาคเกษตรในโรงเรือนปิด และสนับสนุนให้เกิดการใช้ โซลาร์เซลล์เป็นมาตรการเสริมเข้าไป รวมทั้งเร่งเข้าไป ร่วมมือวางแผนการผลิตให้เกษตรกรด้วย
นอกจากนี้ ยังเตรียมมาตรการส่งเสริมเกษตรกร ผ่าน สินเชื่อคาร์บอนเครดิต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมรวบรวมลูกค้าที่ดูแล เป็นไปตามแผน net zero carbon ของธนาคาร โดยล็อตแรกจะผลิตได้เดือน ส.ค.นี้ จำนวน 150 ตัน รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต 70-80% เป็นรายได้เกษตรกร อีก 20-30% เป็นรายได้ของธนาคาร ถือเป็นช่องทางการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรนอกจากรายได้จากการเพาะปลูกผลผลิต