ศาลาว่าการกทม. – เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. นายสุรัช ติระกุล ผอ.สำนักงานควบคุมอาคาร สำนักการโยธา ร่วมกันแถลงแนวทางดำเนินการกรณีโครงการแอชตัน อโศก
นายชัชชาติกล่าวว่า กทม.น้อมรับคำสั่งของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยทำตามขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่ได้เอื้อประโยชน์แก่โครงการแอชตัน อโศก โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ใช้ดำเนินการในเรื่องนี้ ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ถูกต้องได้เป็นหลัก
“ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนใบรับแจ้งความประสงค์ก่อสร้าง ไม่ได้ระบุถึงเรื่องการรื้อถอนอาคาร ดังนั้น การดำเนินการต้องพิจารณาไปตามกฎหมายอย่างรอบคอบ ทีละขั้นตอน ตามอำนาจหน้าที่ที่ กทม.ทำได้ โดยให้เวลาโครงการดังกล่าวในการแก้ไขไม่น้อยกว่า 30 วันนับจากทำหนังสือแจ้ง หากโครงการยังแก้ไขไม่ได้ สามารถขอขยายเวลาออกไปได้โดยมีเหตุผลความจำเป็นรองรับ โครงการ ดังกล่าวเกิดขึ้น ปี 2557 ก่อนผมเข้ามารับตำแหน่ง การดำเนินการจากนี้ต้องรอบคอบเพราะมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 500 รายที่โอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า เข้าใจผู้ออกใบอนุญาตในขณะนั้นว่า เมื่อโครงการดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบครบถ้วนแล้ว กทม.ไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ออกใบอนุญาตให้ เพราะอาจผิดมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากเวลานั้น ยังไม่มีคำสั่งศาลออกมา เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอน จากนี้ไปจะนำกรณีนี้เป็นตัวอย่างในการพิจารณาออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องต่อไป
ส่วนในอนาคตทาง กทม.จะมีการดำเนินการอย่างไรกับที่ดินตาบอด ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงนั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ในใจอยากให้มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยรอบสถานีรถไฟฟ้าให้เยอะ ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน ถ้าสามารถสร้างคอนโดฯ รอบรถไฟฟ้าได้ ทำให้คนไม่ต้องไปซื้อรถยนต์ส่วนตัว
“หากสถานีรถไฟฟ้าไปขวางทางเข้าออก ทำให้การก่อสร้างเป็นที่ดินตาบอดมากขึ้นต้องไปดูกฎหมายใหญ่ว่ามีทางแก้ปัญหาหรือไม่ เพราะอาจจะทำให้การทำที่อยู่อาศัยรอบสถานีรถไฟฟ้ามีข้อจำกัดมากขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องหารือกับทางรัฐบาล เพราะว่าเป็นกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่งเป็นกฎกระทรวง เป็นหน้าที่ของมหาดไทยที่ดูแล ไม่ใช่กฎที่ออกโดย กทม. คงต้องนำบทเรียนไปศึกษาต่อว่าจะทำอย่างไรให้มีประโยชน์มากขึ้น ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาแล้ว” นายชัชชาติกล่าว
ขณะที่นายสุรัชกล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่จะใช้ในการทำทางเข้า-ออกให้กับคอนโดฯ ดังกล่าว จะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่วัดระยะทาง ความกว้างของทางสาธารณะที่จะต้องมีความกว้าง 18 เมตร ให้แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ซ้ำรอย กรณี โรงเเรม ดิเอทัส ในซอยร่วมฤดี

ร้องผู้ว่าฯ – ตัวแทนลูกบ้าน “แอชตัน อโศก” เข้าพบ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ที่ศาลาว่าการกทม. ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหา กรณีศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาต โดยลูกบ้านผู้อยู่อาศัยเตรียมยื่นฟ้องกับเจ้าของโครงการ
ด้านน.ส.กุลชลิกา รุ่งวรา ตัวเเทนลูกบ้านคอนโดฯ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ขอให้ผู้ว่าฯ กทม. เร่งช่วยเหลือ ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้เรื่องคดี และปัญหาทางเข้า-ออกคอนโดฯ มาก่อนเลย ทราบอีกทีตอนศาลตัดสิน ตอนนี้ไม่มีความมั่นใจเจ้าของโครงการแล้ว และไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
“ขอยืนยันว่าลูกบ้านทุกคนเป็นผู้เสียหายโดยสุจริตและซื้อคอนโดฯ มาอย่างถูกกฎหมาย ส่วนที่ทางบริษัทเจ้าของโครงการออกเอกสารถึงลูกบ้านระบุว่าแจ้งความคืบหน้าทางคดีให้ลูกบ้านทราบมาโดยตลอดนั้น ยืนยันว่าไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าทางคดี และหลังจากนี้จะยื่นฟ้องกับเจ้าของโครงการ” น.ส.กุลชลิกากล่าว
ขณะที่ ทนายความนิติบุคคลอาคารชุดแอชตันอโศก เตรียมรวบรวมข้อมูลยื่นฟ้อง บริษัท อนันดาฯ เจ้าของโครงการ เรียกค่าเสียหายจำนวน 5 พันล้านบาท ฟ้องคดีอาญา และศาลปกครอง ฐานทอดทิ้งลูกบ้าน