การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อเลือกหัวหน้าและคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ เมื่อ 6 ส.ค.ดีกรีร้อนแรงสุดๆ เพราะองค์ประชุมล่มเป็นครั้งที่สอง หลังจากล่มครั้งแรกเมื่อ 9 ก.ค. ถึงขนาดนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ประณามบางคนเลวทราม จงใจล่มการประชุม พร้อมโชว์เสียงสส.ในมือ 21 คน จากสส.ของพรรคทั้งหมด 25 คน ท่ามกลางข่าวว่าขั้วนายเฉลิมชัยไป ‘ดีลร่วมรัฐบาลเพื่อไทย’ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ จะกระทบการตั้งรัฐบาลหรือไม่
● นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ยังเลือกหัวหน้าและกก.บห.ชุดใหม่ไม่ได้ ไม่กระทบการตั้งรัฐบาล เพราะสุดท้ายถ้าจะมาร่วมรัฐบาลจริงๆ คงไม่มาทั้งพรรคอยู่แล้ว อย่าลืมว่าการเลือกนายกฯ เป็นเอกสิทธิ์ของสส.ที่สามารถโหวตได้ โดยไม่ต้องอาศัย มติพรรค

มองว่ามีโอกาสเกิดงูเห่าในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะในประชาธิปัตย์ปัญหาใหญ่คือ ความไม่มีเอกภาพ มีการแบ่งเป็นหลายกลุ่ม โอกาสที่จะเห็นการเคลื่อนไหวแต่ละกลุ่มเป็นอิสระ ก็เป็นไปได้สูง
แต่การที่ไม่สามารถเลือกหัวหน้าพรรคได้ ส่งผลอย่างมากกับประชาธิปัตย์ในสถานการณ์ที่พรรคอยู่ในช่วงคะแนนนิยมยังไม่ได้ฟื้น ในทางกลับกันตกต่ำลงกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และภาพของ แคนดิเดตนายกฯ พรรค คือนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไม่โดดเด่น รวมถึงทิศทางอนาคตพรรคยังไม่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน หรือแม้กระทั่งการแก้ไขปัญหาโครงสร้างของพรรค ก็ยังไม่เห็น
ยิ่งเกิดความแตกแยกเป็นหลายกลุ่มด้วย ยิ่งเห็นว่าโอกาสจะเดินต่อเป็นเรื่องที่ยากสำหรับประชาธิปัตย์ และมีโอกาสถึงขั้นพรรคแตก เพราะอย่าลืมว่าครั้งนี้สส.ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของนายเฉลิมชัย ส่วน ผู้อาวุโสของพรรค ไปอยู่บัญชีรายชื่อ และหลายคนสอบตกกันหมด จึงมีโอกาสที่พรรคจะเดินต่อได้ยากมาก
บารมีผู้อาวุโสในพรรคก็ช่วยอะไรไม่ได้ สถานการณ์ของพรรคมาขนาดนี้ เป็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยปรับตัว พอมาถึงจุดการเมือง พลิกผัน ยิ่งทำให้โอกาสในการที่จะแก้ตรงนี้เป็นเรื่องยากขึ้น
ทางแก้คือยุบพรรคไปเลย เพราะสส.มีแนวทางของตัวเองไป อีกทีมจะไปตั้งพรรคใหม่ก็ว่าไป อีกทีมจะไปร่วมรัฐบาล หรือย้ายพรรคก็ว่าไป
พอยุบพรรคก็ไหลได้หมดอยู่แล้ว เพราะรอบนี้เดินต่อได้ยากแล้ว

● นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานบริหารกรรมการสถาบันปรีดี พนมยงค์ และภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มองว่าปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์อาจมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอยู่บ้าง หากต้องการเชิญเข้าร่วมรัฐบาล เพราะพรรคประชาธิปัตย์ขาดเอกภาพ
จากรายงานข่าวที่ปรากฏออกมาต่อสาธารณชน กก.บห.ชุดรักษาการ คงอยากเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลไม่ว่าขั้วไหนเป็นรัฐบาล แต่มีความโน้มเอียงมาทางขั้วเพื่อไทยมากกว่าขั้วรัฐบาลเดิม ส่วนอีกขั้วอำนาจในพรรคคงอยากให้ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อสร้างผลงานฟื้นฟู ภาพลักษณ์ที่ตกต่ำ กก.บห.หลายคนก็อาจคาดหวังเป็นรัฐมนตรี ต้องการบริหารประเทศ เพื่อสร้างผลงาน
ส่วนการเข้าร่วมรัฐบาลจะเป็นผลดีต่อพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ อยู่ที่ว่าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับใคร หากยังอยู่กับขั้วเดิม ภาพลักษณ์ในฐานะพรรคการเมืองที่เคยต่อสู้กับเผด็จการมาในอดีต คงไม่ฟื้นกลับมา
สาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำลงมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการไม่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เข้าร่วมการบอยคอยเลือกตั้งสองครั้ง เข้าร่วมปิดกั้นไม่ให้มีการเลือกตั้ง แกนนำบางส่วนเข้าร่วมชุมนุมกับมวลชนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย มีการจัดตั้งรัฐบาลภายในค่ายทหาร มีส่วนเชื่อมโยงกันอย่างสำคัญกับกลุ่มกปปส.ที่เคลื่อนไหวชัตดาวน์กรุงเทพฯ จนเป็นเงื่อนไขนำมาสู่การรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2557
ตอนเลือกตั้งปี พ.ศ.2562 ช่วงหาเสียงบอกประชาชนว่า ไม่ร่วมสืบทอดอำนาจเผด็จการคสช. ไม่สนับสนุนหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นนายกฯ แต่ก็ตระบัดสัตย์เข้าร่วมรัฐบาล
หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ร่วมรัฐบาล พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลคงต้องขอความร่วมมือจากพรรคก้าวไกล โหวตแคนดิเดตนายกฯ ให้โดยที่พรรคก้าวไกลอาจเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลก็ได้ และขอเสียงจากสว.บางส่วน ที่เห็นแก่ประเทศชาติและยึดในเจตนารมณ์ประชาชนส่วนใหญ่ เสียงจะเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์อาจฟรีโหวตก็ได้ จึงมองว่ามีความเป็นไปได้สูงมากจะเกิดงูเห่าจากสส.ซีกรักษาการเลขาธิการพรรค ไปเป็นเสียงให้ตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์และการแย่งชิงอำนาจ ถ้าเล่นตามระบบคิดว่าไม่มีปัญหา
แต่ต้องดูว่าใช้อะไรจูงใจให้เป็นงูเห่า บางทีคนมีเงินก็ใช้เงิน เช่น ใช้เงินซื้อหรือเอาตำแหน่งในอนาคตมาล่อ คนมีอำนาจก็ใช้อำนาจ เช่น ใช้คดีมาบีบ เพราะการจัดตั้งของรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ใช้บริการงูเห่า มาก่อนเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นงูเห่า จากพรรคประชากรไทย ในสมัยรัฐบาลชวนสอง และงูเห่าจากพรรคพลังประชาชน (กลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ) สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
ในความเป็นจริงทางการเมือง การมีงูเห่าเป็นเรื่องปกติในเกม แห่งอำนาจและผลประโยชน์ เพียงแต่ต้องเล่นเกมที่ต้องอยู่ในกรอบประชาธิปไตย และไม่ทำลายระบบรัฐสภา และระบบพรรคการเมือง ประชาชนเดี๋ยวนี้ตื่นรู้มากขึ้น และเขาติดตามอยู่
หากการดำเนินการและการตัดสินใจต่างๆ ทางการเมืองอธิบายได้ มีเหตุมีผลก็ไม่มีปัญหาอะไร หากขัดกับความถูกต้องมากๆ จะเกิดปัญหาเรื่องความนิยมในอนาคต

● นายสถาพร เริงธรรม อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ยังมีปัญหาภายในพรรค แน่นอนว่าส่งผล กระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะแกนนำพูดชัดเจนว่า การจะเข้าร่วมรัฐบาลต้องเป็นไปตามมติพรรค
การแตกเป็น 2 ฝั่งในพรรคในเวลานี้ ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ เว้นแต่ว่าจะมีสส.ลาออกไปเข้าพรรคอื่น ซึ่งประเด็นนี้มีข่าวลือมาตลอด หากไม่มีมูลคงไม่มีการพูดกัน
เรื่องงูเห่าในพรรคประชาธิปัตย์ จึงมีความเป็นไปได้ว่ามีสส.ในพรรค จะไม่พอใจคนในพรรคด้วยกันเอง และตัดสินใจแยกทางกัน
กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์อยากเข้าร่วมรัฐบาล ต้องหาหัวหน้าพรรคให้ได้ และต้องอยู่ในปีกที่แสดงเจตจำนงว่าต้องการเข้า ร่วมรัฐบาล เพราะบางกลุ่มในพรรคไม่เห็นด้วย เพราะติดขัดกับภาพพรรคเพื่อไทยในอดีต แต่อีกกลุ่มมองว่าการเข้าร่วมรัฐบาลจะทำให้พรรคต่อลมหายใจไปได้อีก ให้มีผลงานส่งต่อสู่การแข่งขันทาง การเมืองได้อีก
สุดท้ายแล้วหากพรรคประชาธิปัตย์มีมติพรรคว่าจะไม่เข้าร่วม จัดตั้งรัฐบาล ทางพรรคเพื่อไทยคงต้องรวบรวมเสียงให้เกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งความยากที่สุดน่าจะเป็นการหาเสียงสนับสนุนจากสว.มากกว่า
ส่วนเสียงสส.คงต้องไปดึงจากพรรค 2 ลุง ซึ่งแกนนำของ 2 พรรคนี้พูดเสมอว่าไม่มีลุงแล้ว ถ้าดึงพรรค 2 ลุง ก็เหมือนขว้างงูไม่พ้นคอ จะทำให้พรรคเพื่อไทยสูญเสียจุดยืนหลายๆ อย่างที่ไม่สามารถกำหนดทิศทางของตัวเองได้
อีกทั้งสูญเสียจุดยืนที่เป็นจุดขายมาตลอด โดยเฉพาะจุดยืนที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มอำนาจนิยม สูญเสียคะแนนนิยม เหมือนโดนกินรวบทางการเมือง ถือว่าเป็นโจทย์ยากของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้