วิธีรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้ผลดี มีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุดก็คือ การปลูกถ่ายไต (KT)

แต่ไตสำหรับปลูกถ่ายนั้นมีจำกัด ทำให้ในแต่ละปีทำได้เพียงหลักร้อยเท่านั้น ส่วนผู้ป่วยที่เหลือก็ต้องรับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกไตผ่านช่องท้อง (PD) หรือฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อรออวัยวะ หรือรักษาด้วยวิธี ดังกล่าวไปตลอดชีวิต ขณะที่ผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย สมาคมพยาบาลโรคไตแห่งประเทศไทย และสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย จัดเวทีสนทนานโยบายสาธารณะ (Policy Dialogue) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2566 หัวข้อ “สิ่งท้าทายและข้อเสนอระบบทดแทนไตของไทยในปัจจุบันและอนาคต” ขึ้น

เพื่อทบทวนและฉายภาพสถานการณ์โรคไตในปัจจุบัน ตลอดจนระบบการรักษา และร่วมกันแสวงหาข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในการนำเสนอต่อพรรคการเมือง หรือรัฐบาลชุดใหม่ สู่การถูกขับเคลื่อนเป็นทิศทางระดับประเทศ

นายธนพล ดอกแก้ว นายกสมาคม เพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลแนวทางรักษามีความสำคัญอย่างมาก ที่ผู้ป่วยจะต้องรับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วน และรอบด้าน เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับ ตัวเอง ทั้งฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างไตผ่านทางช่องท้อง รวมทั้งการเข้าชื่อเพื่อรอรับการปลูกถ่ายไตได้

นางสุชาดา บุญแก้ว นายกสมาคมพยาบาลโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือกการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเพราะไม่ต้องทำเอง ทำให้หน่วยไตเทียมที่มีพยาบาลทำหน้าที่อยู่ต้องรับภาระมากขึ้นอีก และการที่ผู้ป่วยโรคไตเลือกการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมากขึ้น ก็เกรงว่าจะทำให้การล้างไตผ่านทางช่องท้องถูกยกเลิกไปจากสิทธิประโยชน์ แต่ในอีกด้านทุกหน่วยงานก็ต้องมาช่วยกันลดจำนวนผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายหน้าใหม่ ไม่ให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงก่อนเข้าสู่ระยะสุดท้าย

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ นักวิชาการด้านนโยบายสุขภาพ กล่าวว่า ถ้ามีระบบหลักประกันสุขภาพแล้วจะขยายความครอบคลุมแต่ต้องการควบคุมไม่ให้ค่าใช้จ่ายสูงมาก การบำบัดทดแทนควรเริ่มด้วยวิธีการบำบัดทดแทนไตผ่านช่องท้อง เพราะเชื่อว่าวิธีนี้เรียกร้องการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการดูแลตัวเอง และเข้ากับระบบการดูแลรักษาสมัยใหม่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ จากการเดินทาง รวมถึงลดพึ่งพา และการใช้ทรัพยากรในระบบ ทั้งในแง่ของบุคลากร และอุปกรณ์ในการดูแลรักษา

“ฉะนั้นจะทำยังไงให้ผู้ป่วยกลับมามีส่วนร่วมในการดูแลตัวเอง จ่ายน้อยกว่า คนได้ประโยชน์ก็เยอะ ระบบก็ไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรเยอะ ซึ่งถ้ามันดีก็ต้องส่งเสริม หรือเพิ่มแต้มต่อให้มากขึ้น ในความคิดผม ถ้าเป็นไปได้หลังจากจบเวทีนี้ไปแล้วอยาก ให้มีการเปิดพื้นที่ในการพูดคุย เพื่อต่อยอดไปถึงเชิงนโยบายถึงการให้ทุกคนในประเทศไทยยินยอมบริจาคไตหลัง เสียชีวิต คืออย่างน้อยที่สุดให้เกิดการ พูดคุยกันว่าจะเอาหรือไม่เอา” ผศ.ดร.นพ.วิชช์กล่าว

พญ.ปิยะธิดา จึงสนาม อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การล้างไตผ่านทางช่องท้องเป็นความท้าทายอย่างมากต่อการดูแล ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย และยังเกี่ยวข้องกับงบประมาณของประเทศด้วย

ในภาพใหญ่ของระบบสุขภาพคำแนะนำจากองค์กรต่างประเทศจะมุ่งเน้นไปที่การ ให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองที่บ้านได้ หรือหมายถึงต้องสนับสนุนให้ผู้ป่วยเลือกการล้างไตผ่านทางช่องท้องที่ทำได้เองที่บ้านให้มากขึ้น แต่ต้องไม่ใช่เป็นการบังคับ ซึ่งทุกองคาพยพจะต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการดูแลตัวเองของผู้ป่วยจากที่บ้านให้มากขึ้น

พล.อ.ท.นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ อดีตนายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญในประเด็นนี้คือ ต้องหาทางป้องกันตั้งแต่ต้นทางก่อนที่ผู้ป่วยจะเข้ารับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งสิ่งนี้จะตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวได้ เพราะถ้าไม่สามารถระงับที่ต้นน้ำได้ปริมาณผู้ป่วยและจำนวนหน่วยบริการจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

รศ.นพ.ชลธิป พงศ์สกุล นายกสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย บอกว่า ขณะนี้ไทยมีโรงพยาบาลที่สามารถปลูกถ่ายไตได้ 31 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอกสังกัด สธ. เช่น สังกัดโรงเรียนแพทย์ กระทรวงกลาโหม (กห.) เอกชน และมีปัญหาเรื่องการกระจายตัวไปรับบริการของผู้ป่วย โดยกว่า 70% จะอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 4-5 แห่ง ทว่าในแง่หนึ่งส่วนตัวมองเป็นเรื่องดี เพราะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปลูกถ่ายไตของประเทศน่าจะยังมีพอสำหรับรองรับความต้องการ

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า หลักการสำคัญของเรื่องนี้คือ ต้องทำให้ ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเสมอหน้า ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะในชุมชนเมืองเพียงอย่างเดียว รัฐต้องลงทุนเพื่อขยายระบบบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยให้ประชาชนไม่ล้มละลายจากค่ารักษา และรัฐต้องดูแลไม่ปล่อยให้เรื่องการรักษาโรคไตเป็นไปตามกลไกการตลาด มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมาจำนวนมาก เช่น คุณภาพบริการ ค่าใช้จ่าย-กำแพงราคา นำไปสู่การเข้าถึงบริการที่ลดลง ท้ายที่สุด รัฐจะไม่สามารถดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน