อาชีพผู้จัดการทีมฟุตบอลนั้นคงยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกปลดจากตำแหน่ง โดยเฉพาะในลีกที่มีการแข่งขันดุเดือดและมีผลประโยชน์สูงอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษ
โดยก่อนที่ฤดูกาลใหม่ 2023-24 จะเริ่มเปิดฉากนี้ มีผู้จัดการที่เปลี่ยนแปลงจากฤดูกาลล่าสุด 3 ราย ได้แก่ อังเจลอส ปอสเตโคกลู (ท็อตแนม ฮอตสเปอร์), อันโดนี อิราโอลา (บอร์นมัธ) และเมาริซิโอ โปเช็ตติโน (เชลซี)

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากแนวโน้มของหลายฤดูกาลที่ผ่านมา เชื่อว่าอัตราการเปลี่ยน ผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกจะยังคงเป็นตัวเลขที่สูงต่อไป แต่ถ้าถามว่าแนวทางแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้วจริงหรือไม่ ลองมาวิเคราะห์กันดู
โดยในฤดูกาลที่แล้วมีสโมสรพรีเมียร์ลีก 55% ที่เปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในหมู่ 5 ลีกใหญ่ยุโรป (ฝรั่งเศสและสเปน 50%, เยอรมนี 44%, อิตาลี 35%) แต่นั่นยังไม่เท่าลีกอื่นบางลีก ซึ่งมีรายงานว่าบางลีกที่เปลี่ยนผู้จัดการมากกว่า 90% ด้วยซ้ำ
เมื่อลองย้อนไปถึงฤดูกาลแรกที่พรีเมียร์ลีกถือกำเนิดขึ้น 1992-93 ซึ่งตอนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมเพียงแค่ 4 ครั้ง ทั้งที่จำนวนสโมสรในลีกมีถึง 22 ทีม เยอะกว่าปัจจุบันที่เหลือ 20 ทีมด้วยซ้ำ
ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนั้น ถ้าเป็นการเปลี่ยนที่เกิดระหว่างซัมเมอร์ก่อนฤดูกาลเริ่มต้นนั้นยังถือว่าเข้าใจได้ แต่ตัวเลขการเปลี่ยนผู้จัดการทีมที่เกิดระหว่างฤดูกาลกลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง และตัวเลขยังทำท่าจะเพิ่มต่อไปไม่หยุดด้วย
ฤดูกาลที่แล้วบรรดาทีมพรีเมียร์ลีกมีการใช้งานผู้จัดการทีมรวมกันมากถึง 41 คน แบ่งเป็นทีมครึ่งบนของตารางเฉลี่ยทีมละ 1.4 คน และครึ่งล่างตารางเฉลี่ยทีมละ 2.4 คน

โดยในโซนล่างนั้น น็อตติงแฮม ฟอเรสต์เลือกจะเชื่อมือ สตีฟ คูเปอร์ ไปจนจบฤดูกาล และทีมหนีตกชั้นได้สำเร็จ ขณะที่เลสเตอร์ ซิตี้, ลีดส์ ยูไนเต็ด และเซาธ์แฮมป์ตัน ที่ตกชั้นไป ล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมกลางคัน
ถ้าดูจากสถิติต่างๆ ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมนั้นบางทีก็เหมือนการเสี่ยงเหรียญว่าจะออกหัวหรือก้อย บางทีมเปลี่ยนแปลงแล้วออกมาดี แต่บางทีมเปลี่ยนแล้วไม่มีอะไรแตกต่าง หรืออาจแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ข้อเสียที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือความเสถียรของทีมจะไม่นิ่งเหมือนเดิม
อย่างทีมที่พูดได้ว่าดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมกลางคันเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ได้แก่ แอสตัน วิลลา (ก่อนเปลี่ยนได้แต้มเฉลี่ยเกมละ 0.82 หลังเปลี่ยนได้แต้มเฉลี่ยเกมละ 1.96), เอฟเวอร์ตัน (ก่อนเปลี่ยน 0.75 หลังเปลี่ยน 1.17) และคริสตัล พาเลซ (ก่อนเปลี่ยน 1 หลังเปลี่ยน 1.64)
ส่วนทีมที่เปลี่ยนแปลงแล้วแย่ลงก็มีลีดส์ (ก่อนเปลี่ยน 0.91 หลังเปลี่ยน 0.71), สเปอร์ (ก่อนเปลี่ยน 1.75 หลังเปลี่ยน 1.10)
สำหรับทีมที่มีผู้จัดการทีมอยู่ทำงานยาวนานสุดในปัจจุบันหนีไม่พ้น เจอร์เกน คล็อปป์ ของลิเวอร์พูล (เริ่มงานตั้งแต่ปี 2015) และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เริ่มงานตั้งแต่ปี 2016)

ทั้งคล็อปป์และกวาร์ดิโอลานั้นไม่ได้เริ่มงานอย่างสวยหรู แต่สุดท้ายแล้ว 2 คนนี้ก็สามารถนำทีมก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ คล็อปป์เองก็พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรก ส่วนกวาร์ดิโอลาเพิ่งพาแมนฯ ซิตี้ คว้า เทรเบิลแชมป์ฤดูกาลล่าสุด แน่นอนว่าต้องยกเครดิตให้บอร์ดบริหารด้วยที่ยอมใจเย็นกับทั้ง 2 คนนี้
ด้านอีกคนที่น่าจับตา มิเกล อาร์เตตา ของอาร์เซนอล (เริ่มงานปี 2019) เดิมทีนำทีมทำผลงานไม่น่าประทับใจจนแฟนบอลบางส่วนอยากให้ถูกปลด แต่สุดท้ายอาร์เตตาก็นำทีมมาได้รองแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด แถมยังเพิ่งได้แชมป์คอมมูนิตี ชีลด์ มาหมาดๆ
สรุปแล้วการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่าจะทำให้อะไรดีขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่ก็คงต้องอยู่ที่สถานการณ์ในทีมขณะนั้น บวกกับความใจเย็นและการคาดคะเนของเหล่าผู้บริหาร เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็อาจเป็นความจำเป็นได้เช่นกัน
เรื่องแบบนี้คงต้องถกเถียงกันไปตามมุมมองของแต่ละคน แต่ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ที่จะถึงนี้จะเหลือผู้จัดการได้ทำงานไปจนถึงครึ่งซีซั่นสักกี่คน เชื่อว่าแต่ละคนก็คงหวาดหวั่นจะถูกเด้งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้อยู่เหมือนกัน