กกต.ประกาศวันเลือกตั้งซ่อมสส.ระยอง เขต 3 เป็นวันที่อาทิตย์ที่ 10 ก.ย. โดยกำหนดรับสมัครระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค.นี้

เป็นการเลือกตั้งแทน นายนครชัย ขุนณรงค์ อดีตสส.พรรคก้าวไกล ที่ลาออกจากตำแหน่งกรณีเคยถูกศาลตัดสินจำคุก โดยที่พรรคก้าวไกลจะส่ง นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ระยอง มาป้องกันแชมป์ในเขตนี้แทน

ซึ่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เตรียมนำคณะลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมเปิดตัวในวันที่ 13 ส.ค. ที่ อ.แกลง

แม้นายพิธา จะการันตีว่า นายพงศธรคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี มีความเข้มข้นในการทำงานในฐานะเคยอยู่พรรคอนาคตใหม่มาก่อน ในการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นมีหลายปัจจัยที่จะเป็นตัวชี้ขาดการแพ้ชนะ ที่ต่างออกจากไปการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา

นายฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยองนั้น คงต้องดูในบริบทการเมืองระดับประเทศด้วยว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทางพรรคก้าวไกลได้รับชัยชนะจากส่วนไหนบ้าง แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งนั้นมาจากกระแสพรรค นโยบายพรรค และกระแสคนรุ่นใหม่ด้วย

ฉะนั้นในการเลือกตั้งซ่อม จ.ระยอง ครั้งนี้คงต้องกลับมาดูว่ากระแสพรรคของก้าวไกลยังเป็นมาตรฐานเดิมกับการเลือกตั้งทั่วไปหรือไม่ เข้าใจว่ากรณีของเขต 3 ระยอง ที่อดีตสส.พรรคก้าวไกล ได้ลาออกเพราะเรื่องคดีความในอดีตนั้น ก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล และต้องไปดูกระแสของพรรคในระดับประเทศควบคู่กันไปด้วย

เพราะกระแสของพรรคก้าวไกลในปัจจุบัน ตั้งแต่การเริ่มจัดตั้งรัฐบาลจนกระทั่งวันนี้ที่มองกันว่าหรือจะมาเป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนแต่ถือว่ามีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนที่จะเลือกอยู่มากพอสมควร

นอกจากนี้ ต้องมองไปยังคู่เปรียบเทียบว่าแต่ละพรรคมีดีอย่างไร แน่นอนพรรคเก่าๆ มีความเป็นมืออาชีพเป็นทุนเดิมของพรรคอยู่แล้ว ส่วนพรรคก้าวไกลแม้จะเป็นพรรคที่ถือว่าใหม่แต่ปฏิเสธไม่ได้ค่อนข้าง โดดเด่น

แต่ตอนนี้ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งเมื่อถึงช่วงของการแข่งขันกันจริงๆ คิดว่าช่วงหาเสียงจะมีการพูดถึงพรรคที่จะจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น เป็นไปได้ ที่กระแสของพรรคก้าวไกลอาจจะไม่ได้หวือหวาเหมือนเมื่อครั้ง เลือกตั้ง 14 พ.ค.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน คงต้องกลับมามองที่ตัวบุคคลด้วยว่ามีความโดดเด่นมากน้อยแค่ไหนด้วย เพราะเรื่องนี้จะต่างจากช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่อาศัยกระแสพรรคเป็นหลัก ดังนั้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ตัวผู้สมัคร สส.เองคงต้องให้แสงกับตัวเองมากขึ้น เพราะถ้าจะอาศัยแสงจาก กระแสพรรคเียงอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว เพราะครั้งนี้เป็นการสู้กันแบบหมัดต่อหมัด ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้ชนะหรือแพ้มองว่าอยู่ที่กระแสของตัวบุคคลด้วย

ส่วนกระแสพรรคกับประเด็นพื้นที่ฐานเสียงของใครนั้น ยังคิดว่าต้องมองไปถึงว่าพรรคไหนที่จะอยู่ในกลุ่มร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพราะอย่างไรพรรคที่อยู่ในกลุ่มนี้ย่อมมีภาษีดีกว่า และยังสามารถ มองได้ถึงนโยบายที่ใช้หาเสียง ที่สามารถผลักดันนโยบายพรรค ให้เป็นนโยบายรัฐบาลได้อย่างชัดเจน ดังนั้น พรรคที่ไม่ได้อยู่ในวงร่วมจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบันคงต้องมีจุดเด่นอื่นมาสู้ ก็ต้องไปดูว่าจะมีทางสู้อย่างไร

เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้หากก้าวไกลต้องการกลับมาชนะอีกครั้ง จึงต้องดู ที่กระแสพรรค และตัวบุคคลที่ลงสมัครจะยังคงดำรงเกณฑ์ของพรรคก้าวไกลได้หรือไม่ในเรื่องการหาเสียง ลงพื้นที่พบปะประชาชน เพราะที่ผ่านมาเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก

แม้ก้าวไกลจะเปิดตัวผู้ว่าที่ผู้สมัครครั้งนี้เคยทำงานอยู่กับพรรค มานาน ตั้งแต่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ก็ตาม คงต้องดูว่าประชาชนมองใครเข้าตาได้มากที่สุด

ถ้าสมมุติว่าครั้งนี้ทางพรรคก้าวไกลแพ้ ก็ต้องมองว่าตั้งแต่มีเลือกตั้ง มากเมื่อวันนี้ 14 พ.ค.66 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนี้การเมืองผันผวนมาก ตั้งแต่ช่วงแรกที่จะจัดตั้งรัฐบาล มีกระแสมาแทรกซ้อนจนทำให้จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และปัจจุบันก็ยังคงมีความไม่นิ่งในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่

กระแสการเมืองระดับประเทศมีผลต่อแต่ละพรรค แม้กระทั่งกระแสของเคลื่อนไหวต่างๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวชุมนุมก็มีผลต่อพรรคการเมืองได้ วันนี้อาจไม่ดี พรุ่งนี้อาจดีก็ได้ เพราะการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารปัจจุบันมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนมาก

ฉะนั้น มองว่าปัจจัยที่จะมีผลกระทบกับพรรคก้าวไกลในการ เลือกตั้งซ่อมสส.ระยอง ครั้งนี้ จะมาจากกระแสของการเมืองระดับประเทศด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน