เทศกาลบุญบั้งไฟ บางคนก็เรียก “บุญบ้องไฟ” บางทีก็เรียก “บุญเดือนหก” โดยบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนไทยได้ผูกพันกลมกลืนกับหลักความเชื่อและหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การทำบุญบั้งไฟถือว่าเป็นการฉลองและบูชาในวันวิสาขบูชากลางเดือนหก มีการทำดอกไม้ไฟในแบบต่างๆ ทั้งไฟน้ำมัน ไฟธูปเทียน และดินประสิว ในงานนี้มีการรักษาศีล การให้ทาน การบวชนาค การอัดทรง และนิมนต์พระเทศน์อานิสงส์ สำหรับประวัติของบุญบั้งไฟในมิติของศาสนาพราหมณ์ การบูชาเทพเจ้าด้วยไฟ ถือว่าเป็นการบูชาเทพเจ้าเบื้องบนสวรรค์ ดังนั้น การจุดบั้งไฟเป็นการละเล่นอีกอย่างหนึ่งและเป็นการบูชาเทพเจ้า

หากหมู่บ้านจะทําบุญนี้ พวกชาวบ้านพร้อมด้วยคณะสงฆ์ก็ปรึกษาให้ตกลงกันก่อนว่าจะประกอบพิธีในเดือนไหน แน่นอนแล้วจึงมีฎีกาบอกบุญไปยังหมู่บ้านที่ใกล้เคียงเพื่อมาทําบุญร่วมกัน “บั้งไฟ” นั้นทําด้วยไม้ไผ่บ้าง ทําด้วยลําตาลหรือไม้อื่นๆ บ้าง แล้วแต่สะดวกในท้องถิ่นตามขนาดเรียกว่า “บั้งไฟแสน” “บั้งไฟหมื่น” และ “บั้งไฟย้อย” บางแห่งได้พัฒนาเป็นบั้งไฟที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น “บั้งไฟล้าน”

บั้งไฟจะมีการประดับประดาตกแต่งด้วยกระดาษสีต่างๆ ปิดสลับเพื่อความสวยงาม รวมถึงนางรำในขบวนฟ้อนที่หน้าตาสวยงาม รำสวยโดดเด่นหรือรำในแถวหน้าของขบวนฟ้อน ในฐานะที่เป็นบรรทัดฐานทางสังคม “ฮีต 12” หรือ “งานประเพณี 12 เดือน” ของชาวอีสานนั้น พอถึงเดือน 6 ก็จะมีงานบุญวิสาขบูชาและงาน “บุญบั้งไฟ” หรือ “บ้องไฟ” นับเป็นงานบุญท้องถิ่นที่สืบทอดกันมานานในจังหวัดภาคอีสาน

“สัญลักษณ์” ที่อยู่กับพิธีนี้ เมื่อเรากล่าวถึง “บั้งไฟ” เราก็มักนึกถึง “พญานาค” ควบคู่กันไป จึงทําให้ผู้คนในพื้นที่จะตีความ และอธิบายความหมายของนาคในเชิงสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ในพิธีดังกล่าว ในหลายแง่มุมแตกต่างกัน ทั้งที่ยังมีพิธีอื่นที่นาคเคยมีความหมายที่สําคัญในพิธีนั้น เหตุนี้เองนัยยะความหมายของนาคอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ “เจ้าแห่งน้ำ” ตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ต่อวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนอีสาน

กล่าวคือ ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมต่อกับมิถุนายน (เดือนหก) ของทุกปี หมู่บ้านอีสานโดยส่วนใหญ่จะต้องจัดประเพณีบุญบั้งไฟก่อนฤดูทํานา ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์และตํานานของบุญบั้งไฟก็มีเรื่องราวความเชื่อของคนอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ในตำนานพื้นบ้านหลายเรื่อง เช่น “ผาแดงนางไอ่” “ตํานานหนองหาน” และ “นิทานเรื่องพญาคันคาก” เป็นต้น

สะท้อนถึงปรากฏการณ์ที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ และตั้งอยู่บนพื้นฐานทางความเชื่อ ค่านิยม และโลกทัศน์อันสัมพันธ์กับวิถีชีวิตโดยรวมของคนอีสานอีกด้วย

อธิบดีกรมการศาสนากล่าวต่อไปว่า ด้วยความเชื่อ ความศรัทธาอย่างแรงกล้าของคนอีสาน ที่มีต่อนาคอันเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ กรมการศาสนาดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมในการนำ Soft power ในมิติศาสนา โดยดำเนินงาน โครงการจัดทำองค์ความรู้ “นาค : ตำนานและความเชื่อในคติศาสนา” จัดพิมพ์เป็นหนังสือพร้อมภาพประกอบที่งดงาม มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับนาค ได้แก่ นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ การกำเนิดนาคในพระพุทธศาสนา ตำนานของนาคในพระพุทธศาสนา นาคในสังคมไทย ศิลปกรรมเกี่ยวกับนาคในประเทศไทย จากตำนานสู่ความเชื่อของคนไทย นาค : เส้นทางความเชื่อความศรัทธา เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ประมาณปลายปีนี้

รวมถึงได้จัดทำเส้นทางความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง ตามรอยพญานาคใน 5 จังหวัดอีสาน ได้แก่ จังหวัดมุกดาหาร นครพนม บึงกาฬ หนองคาย และจังหวัดอุดรธานี มีแหล่งศาสนสถานที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด ต้องไปเยี่ยมเยือน อาทิ พญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช พญาอนันตนาคราช พญาศรีมุกดามหามณีนีลปาลนาคราช วัดพระธาตุพนม พญาศรีสัตตนาคราช ถ้ำนาคา วัดพระธาตุหล้าหนอง และวังนาคินทร์ คำชะโนด

ซึ่งการท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่มีศาสนสถาน วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ด้วยการนำ Soft Power ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมเพื่อ การท่องเที่ยวมาใช้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กลายเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม นำรายได้เข้าประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน