ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รอบสาม แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นวันที่ 18 ส.ค. หรือ 22 ส.ค.

แต่พรรคเพื่อไทย ตั้งเป้าโหวตสนับสนุน นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ แบบ ‘ม้วนเดียวจบ’

หลังจากเดินหน้าดีลพรรคการเมืองร่วมจัดตั้ง รัฐบาลสลายขั้ว ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคท้องที่ไทย รวม 238 เสียง

ขณะที่ 40 สส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็แสดงความชัดเจนว่า จะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ให้พรรคเพื่อไทย ทำให้มีเสียงรวมกันเพิ่มเป็น 278 เสียง

รวมถึงกระแสข่าว พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทั้ง 36 สส. จะยกมือโหวตให้กับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน เช่นเดียวพรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง

ทำให้พรรคเพื่อไทยตอนนี้ ปิดดีลเสียงสส.ได้แล้ว 315 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร จากทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ 498 คนแล้ว

แต่ตามรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลมาตรา 272 ต้องมีเสียงสว.ร่วมโหวตสนับสนุนด้วย ส่งผลให้แคนดิเดตนายกฯ จะต้องมีเสียงสนับสนุนทั้งจาก สส.และสว. ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเสียงของทั้งสองสภา

นั่นคือ 375 เสียงขึ้นไป

หมายความว่า แม้เพื่อไทยจะมีเสียงสส. โหวตสนับสนุน 315 เสียงแล้ว จะต้องมีเสียง สว. สนับสนุนไม่ต่ำกว่า 60 เสียง จากสว.ทั้งหมด 249 เสียง

การที่มีพรรค 2 ลุงมาร่วมด้วยช่วยกัน จึงถูกมองว่า นายเศรษฐา ทวีสิน จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.แบบสะดวกโยธิน

นายวันชัย สอนศิริ สว. ออกมาแสดงท่าที โดยระบุว่า สว.ส่วนใหญ่จะลงมติสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

เพราะสว.ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า หากไม่มีพรรคก้าวไกล ไม่มีประเด็นแก้ไขมาตรา 112 และพรรคไหนรวมเสียงข้างมากได้ พร้อมจะสนับสนุน

เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล

และเมื่อบอกว่ามีพรรค 2 ลุงอีก ถือเป็นฝีมือของพรรคเพื่อไทยที่หาความมั่นใจในเสียงสนับสนุนได้

ดังนั้น แม้จะมีพรรค 2 ลุงหรือไม่มี สว.ก็พร้อมจะโหวตให้

เพราะเราไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล แต่เรายึดติดว่าใครรวมเสียงข้างมากมาแล้วเสนอบุคคลใด เราจะสนับสนุนบุคคลนั้น เพราะหากเอาเรื่องคุณสมบัติ มันมีข้อกล่าวหากันได้ทั้งนั้น

แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือหน่วยงานองค์กรใดวินิจฉัย ยังต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ จะเอาเพียงข้อกล่าวหามาเป็นเหตุไม่โหวตให้ ไม่น่าจะถูกต้อง

จึงเชื่อว่าจะได้ตัวนายกฯ แน่นอน ไม่มีประเด็นอื่นใดที่จะทำให้การโหวตนายกฯ ล่าช้าเกินไป เพราะสว.ก็อยากให้โหวตเพื่อจะได้ นายกฯโดยเร็ว

สวนทางกับ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว.

บอกชัดเสียงสว.ที่จะหนุน นายเศรษฐา ทวีสิน ไม่ได้มีมากมาย เพราะยังเหลือเวลาอีกหลายวัน อะไรก็เกิดขึ้นได้

เพราะคนถืออำนาจการต่อรองทั้งหมดขณะนี้ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย

แต่อยู่ที่ 2 ลุงคือ ลุงป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กับ ลุงหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นคนกำหนด

แค่ลุงหนูถอนตัว เพื่อไทยก็เจ๊ง หรือลุงป้อมไม่เข้าร่วมด้วย สว.ก็ไม่โหวตให้ ดังนั้นทุกอย่างจะนิ่ง ต้องรอ 1-2 วัน ก่อนวันโหวตจริง

แต่หากมีการเสนอชื่อนายเศรษฐา เชื่อว่าจะเจ็บตัวพอสมควร คงมีการอภิปรายกันหนักมาก เพราะเท่าที่ฟังข้อมูลหลายด้านค่อนข้างหนักพอสมควร

จึงฟันธงได้เลยว่า บุคคลที่จะเป็นนายกฯ ไม่ใช่นายเศรษฐา แต่น่าจะเป็น 2 ลุงที่เหลือ

นั่นคือ ลุงป้อม กับ ลุงหนู

เช่นเดียวกับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว.

โดยระบุว่า สว.คงต้องดูข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทั้งเรื่องคุณสมบัตินายกฯ และลักษณะต้องห้ามของนายเศรษฐา

หรือกรณีนโยบายบริหารประเทศ เช่น แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท จะนำงบประมาณจากไหน กระทบการบริหารประเทศหรือไม่ และ จะหารายได้เข้าประเทศอย่างไร

สิ่งเหล่านี้ สว.อยากได้ยินจากปากนายเศรษฐา ให้ชัดเจนในวันโหวตนายกฯ เพราะถ้าปล่อยให้คลุมเครือ จะมีปัญหาเยอะ

อีกทั้งการเสนอชื่อนายเศรษฐา เป็นนายกฯ จะมีความชัดเจนเมื่อถึงวันโหวต ตามหลักการเมื่อยังไม่ถึงเวลาก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เช่น เรื่องคุณสมบัติ ถ้าขัดรัฐธรรมนูญมีโอกาสถูกเปลี่ยนชื่อได้

ทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ได้อคติกับใคร

ที่สำคัญ ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลตกลงโควตาครม.กันไม่ได้ แล้ว ถอนตัวก็เป็นตัวแปรได้

ดังนั้น ทุกอย่างจะชัดเจนจริงๆ ต้องรอวันโหวต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน