วันที่ 18 ส.ค. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกระบวนการทำงานของกกต.มีการรังแกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ห้วหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ว่า ข้อเท็จจริงที่ใช้วินิจฉัยเรื่องหุ้นสื่อที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ 1.เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น 2. เป็นกิจการหนังสือหรือสื่อมวลชนใด 3. ประกอบกิจการหรือไม่ และ 4.เลิกกิจการไปหรือยัง เมื่อดูข้อเท็จจริงลักษณะแรกตรงตามตัวหนังสือคือเป็นผู้ถือหุ้นสถานีโทรทัศน์ เข้าองค์ประกอบทั้ง 4 เรื่อง ข้อเท็จจริงที่ 2 ไม่ได้เป็นสื่อ แต่ในหนังสือบริคณห์สนธิเขียนว่ามีวัตถุประสงค์ทำสื่อ เรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะฟังและวินิจฉัยว่าเข้าองค์ประกอบทั้ง 4 เรื่องหรือไม่ ซึ่งศาลให้ไปดูการประกอบกิจการ ศาลไม่ได้ระบุเป็นช่วงการรับสมัครหรือไม่ แต่จะดูแค่ว่าประกอบกิจการหรือไม่ มีรายได้จากสื่อหรือไม่
กกต.จึงนำแนววินิจฉัยนี้มาใช้ว่าไม่ประกอบกิจการสื่อเลยนับแต่ก่อตั้งบริษัท ไม่เคยมีรายได้จากตรงนี้เลย คือบริษัทไม่ได้ตั้งใจทำเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น แต่หนังสือบริคณห์สนธิมีวัตถุประสงค์ว่าทำสื่อ มาลักษณะข้อเท็จจริงประการที่ 3 เป็นสื่อ ประกอบกิจการหรือไม่ ก็พบตั้งแต่ต้นแต่ว่าหยุดไม่ดำเนินการเพราะมีข้อพิพาทให้หยุด แต่ยังไม่เลิกกิจการ เมื่อมีปัญหา กกต.ไม่ใช่คนวินิจฉัย กกต.เป็นคนส่งเรื่อง
ส่วนกกต.ตรวจไม่เจอก่อนหน้านี้นั้น กกต.จะขอข้อมูลด้านต่างๆ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 26 หน่วยงาน เมื่อส่งมาว่า ไม่พบข้อมูล กกต.ก็จะไม่ทราบ กฎหมายจึงเขียนไว้ด้วยว่า “รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีสิทธิก็ยังไปสมัคร” ให้พรรคและผู้สมัครรับรองตัวเองด้วย เมื่อหน่วยงานที่ตรวจสอบแจ้งว่าไม่มี แต่มีคนมาร้อง กกต. ก็พิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่มีใครมาแทรกแซงได้ เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้ว