ค่าไฟแพงทำอย่างไร? คำถามโลกแตกทั้งกับผู้ใช้ ทั้งประชาชนตาดำๆ และภาคเอกชน ที่ออกมาเขย่าขอลดค่าไฟฟ้า วางบิลประกันด้วยการขึ้นราคาสินค้า

แต่ในอีกด้านของผู้ผลิตไฟฟ้า ที่ถือธงรบ-ทัพหน้า ภายใต้หมวกหน่วยงานของรัฐ อย่าง “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” หรือ กฟผ. ต่อคำถามเดียวกัน ที่พอจะมีทางออก แม้จะยังไม่มีใครกล้าพอที่จะทำ

แต่เมื่อโลกไม่ได้ปักหมุดหมายแต่เรื่องปัญหา ‘ค่าไฟฟ้า’ เช่นเดียวกัน กฟผ.ก็มีหน้าที่สร้างความยั่งยืนทางพลังงานให้ประชาชนในประเทศไปพร้อมกับการดูแลโครงสร้างการผลิต ที่จะมีผลต่อโครงสร้างราคาแบบเป็นเนื้อเดียวกัน จึงต้องปรับวิธีการและหาผลลัพธ์ใหม่ๆ ผนวกกับโจทย์ใหม่ บนความท้าทายที่ทุกประเทศในสังคมโลก

โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่ “EGAT Carbon Neutrality” ภายในปี 2050 เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายประเทศไทยที่กำหนดแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2065 โดยจะเริ่มเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 เป็นความท้าทาย และเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ‘ผ่าตัดใหญ่’ โครงสร้างการผลิตและสำรองไฟฟ้า

ผลกระทบที่เกิดขึ้น หากอธิบายให้เห็นภาพในไทยคงเป็นเรื่องยาก จึงเป็นที่มาของการเดินทางครั้งสำคัญ บินตรงจากไทยสู่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา นำทัพสื่อมวลชนไปสัมผัสให้เห็นกับตาของ “โลกไฟฟ้าแห่งอนาคต” ว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาเดินนำหน้าไทยไปแล้วกี่ก้าว!

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวย้ำถึงกลยุทธ์สำคัญของ กฟผ. ว่า กฟผ.ได้กำหนดกลยุทธ์ทริปเปิ้ลเอส (Triple S) เป็นทิศทางการทำงาน ให้บรรลุตามหลักการสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

อันประกอบด้วย Sources Transformation เป็นการจัดการตั้งแต่ต้นกำเนิด โดยกำหนดสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ, Sink Co-creation ดูดซับเก็บกักคาร์บอนอย่างมีส่วนร่วม และ Support Measures Mechanism สนับสนุนโครงการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ที่เป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ จึงพาศึกษาดูงาน ‘ระบบการกักเก็บพลังงาน’ อีกเทคโนโลยีที่จะตอกย้ำความยั่งยืนทางพลังงานในอนาคต โดย นายบุญญนิตย์ระบุว่า ไทยจำเป็นต้องต่อยอดการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า เนื่องจากในอนาคตไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่มากขึ้นถึง 6,500 เมกะวัตต์ ตามแผนการใช้พลังงานทดแทนที่สูงขึ้น

โดยกระบวนการผลิตไฟฟ้าของไทยปัจจุบัน ยังมี 2 ระบบคือ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานจากฟอสซิล ที่มีความเสถียรมั่นคงให้พลังงานไฟฟ้า และการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล มีความเสถียรที่น้อยกว่า เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่ไม่สามารถสั่งลม สั่งฟ้า กะเกณฑ์ใดๆ ได้ การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน จึงเข้ามาทำให้พลังงานทดแทนอยู่ในสภาพ ‘พร้อมใช้งาน’ มากขึ้น

จุดแรกที่ไปเยือนคือ โครงการ Victorian Big Battery ของบริษัทผลิตไฟฟ้า Neoen สัญชาติฝรั่งเศส ตั้งอยู่ในเมือง Moorabool รัฐวิกตอเรีย เป็นระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่สุดในประเทศออสเตรเลีย จ่ายกำลังไฟฟ้าได้ 300 เมกะวัตต์ และเก็บพลังงานไฟฟ้าได้ 450 เมกะวัตต์-ชั่วโมง โดยสามารถจ่ายไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์ได้นาน 1 ชั่วโมงครึ่ง หรือเท่ากับการจ่ายไฟฟ้าให้บ้านเรือนได้กว่า 5 แสนหลังคาเรือน

อธิบายให้เห็นภาพชัดๆ ก็เหมือนชาร์จไฟฟ้าเข้าไปในเพาเวอร์แบงก์ ช่วงใดถ้าต้องการใช้ไฟฟ้า และมีข้อจำกัดไม่สามารถหาใช้ได้ ก็จะได้เจ้าเพาเวอร์แบงก์ก้อนนี้เข้ามาเสริม เติมไฟฟ้าให้ได้ทันทีที่ต้องการใช้ แต่การสำรองไฟฟ้าในโครงการ Victorian Big Battery เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ระบบแบตเตอรี่ เป็นเทคโนโลยีของ Tesla Megapack รุ่นแรก Megapack จ่ายไฟฟ้าได้ 1.5 เมกะวัตต์ เก็บพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 3 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง

ระบบแบตเตอรี่ของ Victorian Big Battery เป็นเทคโนโลยี Tesla Megapack รุ่นแรก มีจุดเด่นคือติดตั้งได้ง่าย มีอายุใช้งานนาน 20 ปี โดยมีจำนวน Megapack ที่มีลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งหมด 212 ตู้ (1 Megapack จ่ายไฟฟ้าได้ 1.5 เมกะวัตต์ เก็บพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 3 เมกะวัตต์-ชั่วโมง) เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์

ปัจจุบัน กฟผ.มีโครงการนำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ จำนวน 16 เมกะวัตต์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี จำนวน 21 เมกะวัตต์ รวม 37 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และโครงการพัฒนา สมาร์ตกริด จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนาด 4 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ กฟผ.ยังพาเยี่ยมชมองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (Commonwealth Scientific & Industrial Research Organisation : CSIRO) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านนวัตกรรมพลังงาน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ความเป็นไปได้ทางธุรกิจด้านระบบกักเก็บพลังงานในประเทศไทย โดยจะร่วมกันศึกษาระบบกักเก็บพลังงานเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับพลังงานหมุนเวียน ครอบคลุมการออกแบบและความปลอดภัยของระบบกักเก็บพลังงาน

โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในภาคพลังงาน ที่มีแผนนำมาใช้ในอนาคต ทั้งเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ.ได้ผลิตไฮโดรเจนสีเขียวสำเร็จและใช้งานได้จริงตั้งแต่ปี 2559 โดยได้กักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจน (Wind Hydrogen Hybrid System) จับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ และเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นไฟฟ้าจ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ลำตะคอง

ทั้งนี้ ยังมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ส่วนการศึกษาแนวทางการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลลงนั้น จะนำร่องผสมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติสัดส่วน 5% ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องปี 2574-2583 และเพิ่มปริมาณเป็น 10%-15%

พร้อมกับพาชมเทคโนโลยีผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน ที่ Latrobe Valley Hydrogen Facility ด้วยการแปรสภาพถ่านหินเป็นก๊าซที่มีคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรเจนแล้วกลั่นให้ได้ก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ 99.99% จากนั้นแปลงสภาพไฮโดรเจนเป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hydrogen Energy Supply Chain (HESC) พัฒนาโดยกลุ่มพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย โดยญี่ปุ่นที่เป็นประเทศนำเข้าพลังงาน เลือกประเทศออสเตรเลียเนื่องจากมีเหมืองถ่านหินอยู่มาก โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินพร้อมกับการใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) ควบคู่กันไป

โดยนำร่องผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินและสารชีวมวล ด้วยขบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ (Gasification) และการกลั่นให้ก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ (Refining) ซึ่งโครงการ HESC แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเป็นโครงการนำร่องซึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตไฮโดรเจนโดยใช้ถ่านหินในพื้นที่ Latrobe Valley ร่วมกับชีวมวล แล้วขนส่งไปยังเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการนำร่องนี้ มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อจัดการกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกผลิตออกมาจากกระบวนการ

ส่วนระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยใช้เทคโนโลยี CCS ร่วมด้วย เพื่อดักจับคาร์บอนนำไปเก็บไว้ใต้ดิน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประเมินผลโครงการนำร่องเพื่อเตรียมการพัฒนาโครงการระยะที่ 2 ต่อไป คาดว่าเมื่อดำเนินการในระดับเชิงพาณิชย์ จะสามารถผลิตไฮโดรเจนได้ 225,000 ตัน ส่งผลให้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1.8 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้ กฟผ.มีแผนศึกษาการนำถ่านหินมาผลิตไฮโดรเจน (Brown Hydrogen) ในพื้นที่โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น และโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ในอนาคต

การดูแลความมั่นคง และสร้างความยั่งยืนในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เป็นบทบาทสำคัญของกฟผ. เทคโนโลยีที่มาเห็นในครั้งนี้ ยังมี ‘ต้นทุน’ มหาศาล แต่เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่ไกล จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ เมื่อราคาเทคโนโลยีถูกลง ไม่กระทบภาระค่าไฟฟ้ามากจนเกินไป ซึ่งทุกประเด็นอยู่ในองคาพยพทางความคิดของ กฟผ. ที่ตอกย้ำการเป็นองค์กรของคนไทยทุกคน ตามแนวคิด EGAT for all อย่างแท้จริง

หวังว่าอนาคตคนไทยจะได้ใช้ไฟถูกลง!

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน