ช่วงนี้ภาพยนตร์ “เมอเด้อเหรอ ฆาตกรรมอิหยังวะ” (The Murderer) ผลงานผู้กำกับสุดแนว “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ที่พูดถึงในวงกว้าง จนหลายคนอยากติดตามไปชมผลงานกำกับภาพยนตร์ อีกหลายๆ เรื่อง

นอกจากเป็นนักเขียนบทและผู้กำกับฯแล้ว ยังเขียนหนังสืออีกด้วย หนึ่งในนั้นคือนวนิยาย “คนจรดาบ” ที่ลีลาการเขียนแบบพงศาวดารเอาไว้อย่างงดงาม เรียงร้อยเรื่องราวซับซ้อน ซ่อนปม

ออกลวดลายเพลงดาบผ่านตัวอักษรได้อย่างลึกซึ้ง จับใจ ระทึก คมคาย และ ถกถามกับประเด็นทางสังคมอย่างน่าสนใจไปในเวลาเดียวกัน จนได้รับการตอบรับจาก นักอ่านและนักวิจารณ์ในหลากแง่มุม

นวนิยายเรื่องนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวนักเลงดาบในกรุงศรีอยุธยา ยุคเสื่อมที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะไร้ขื่อแป เมื่อภัยร้าย คืบคลานกรุงศรีอยุธยา 7 ขุนเวียงนครบาลออกตามล่า “อ้ายดำท่าแพร” และพรรคพวกผู้ต้องสงสัยว่าลอบสังหารเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาบดี

ทว่าการตามสืบกลับผิดแผน 7 ขุนเวียงฯ ถูกลวงฆ่า และความลับถูกพราง

1 คนจรดาบ นักเลงนิรนาม กับ 1 พราหมณ์หนุ่มผู้เยี่ยมยุทธ์ในเชิงดาบ จึงได้รับภารกิจลับจากหลวงชลาชลฯ ขุนนางอยุธยาคนสุดท้ายที่ล่วงรู้ถึงภัยร้าย มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยาที่เสื่อมอำนาจ เพื่อเปิดโปงแผนร้าย และค้นหาความจริงที่ร้ายยิ่งกว่า

นอกจากเรื่องราวที่ชวนติดตามและสนุกสนานแล้ว ตัวละครหลักและเรื่องราวที่ดำเนินไปนี้ ยังเต็มไปด้วยมุมมองและสายตาของสามัญชนในยุคสมัยนั้น

สามารถเรียกกลิ่นอายที่ถ่ายทอดจากตัวอักษรที่เกิดจากจินตนาการว่าเป็นวรรณกรรมที่มีความเป็นพงศาวดารของสามัญชนคนธรรมดา หรือ “พงศาวดารฉบับชาวบ้าน” ไม่ใช่พงศาวดารที่เขียนถึงเพียงเรื่องราวของกษัตริย์หรือชนชั้นนำเท่านั้น และยังได้เขียนเอาไว้ใน “กราวพากย์” ถึงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของสามัญชนในยุคก่อนผ่านจินตนาการของผู้เขียนว่า

“เจตนาของผู้เขียนในการใช้ภาษาและการจัดรูปแบบความเรียงแบบโบราณนั้น ก็หวังเพื่อให้ท่านผู้อ่านรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังอ่านพงศาวดารอิงประวัติศาสตร์ฉบับใดฉบับหนึ่งอยู่ เพียงแต่มันเป็นพงศาวดารจำแลงที่ถูกแต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเอง จึงอาจจะเรียกมันว่า “พงศาวดารฉบับชาวบ้าน” ก็ได้ คือเป็นเรื่องราววีรกรรมของสามัญชนคนธรรมดา ที่ไม่เคยถูกจารึกไว้ในพงศาวดารฉบับทางการใดๆ เป็นเพียงตำนาน มุขปาฐะ หรือเรื่องเล่าขาน อันไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อน เนื่องด้วยตัวผู้เขียนเห็นว่า เรื่องราวของสามัญชนยุคก่อน โดยเฉพาะสมัยอยุธยาตอนปลายก่อนเกิดสงครามเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 นั้นน่าสนใจมาก ทั้งชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคสมัยที่บ้านเมืองแทบจะไร้ขื่อแปโดยสิ้นเชิง การเอาตัวรอดในสภาวะที่ยากลำบาก รวมทั้งการธำรงตนเป็นอิสระอย่างเสรีชน และความหวังในการมีชีวิตอยู่ด้วยความทระนงองอาจ ไม่ยอมตกเป็น ข้าทาสใคร เหล่านี้สมควรได้รับการจินตนาการถึงและบันทึกลงในหนังสือสักเล่มหนึ่ง

เพื่อให้เกิดภาพประวัติศาสตร์อันมีความสมบูรณ์ครบทุกด้าน เป็นพงศาวดารที่เต็มไปด้วยชีวิต เลือดเนื้อ และน้ำตาของไพร่ฟ้าไพร่แผ่นดิน มิใช่เป็นเพียงเรื่องราวของกษัตริย์ หรือชนชั้นขุนนางตามแบบอย่างที่เคยมีมาเท่านั้นฯ”

ร่วมผจญภัยไปกับชนชั้นสามัญชนใน “คนจรดาบ” นวนิยายที่จะพาย้อนเข็มนาฬิกาไปเผชิญหน้ากับ “กลียุค” เดินทางเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินสุดท้ายที่ดาบทุกเล่ม หันหาอโยธยาและโชคชะตาของกรุงศรีฝากไว้กับ “ดาบของคนจร”

สนใจหนังสือเล่มนี้ คลิก https://bit.ly/3pu4O34 เลย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน