ดร.ทีโอโดรา กลิกา หัวหน้าคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ประเทศอังกฤษ ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการงีบหลับของเด็กทารกกับทักษะทางภาษา โดยเก็บข้อมูลจากทารกอายุระหว่าง 8 เดือน ถึง 3 ขวบ จำนวน 463 คน โดยให้ผู้ปกครองตอบแบบสำรวจเกี่ยวกับรูปแบบการนอนของลูกๆ ความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ความสามารถในการจดจำ รวมถึงจำนวนคำที่เด็กๆ เข้าใจและพูดได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่วิจัยยังถามพ่อแม่เกี่ยวกับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม พื้นที่ที่อยู่อาศัย การศึกษา รายได้ ระยะเวลาที่ใช้กับอุปกรณ์แก๊ดเจ็ตหน้าจอและกิจกรรมกลางแจ้งที่เด็กๆ มีส่วนร่วม ปรากฏว่าทารกที่งีบหลับตอนกลางวันบ่อยครั้งจะเรียนรู้คำศัพท์ได้น้อยกว่าและมีทักษะการรับรู้ที่ด้อยกว่า
ผลการวิจัยชิ้นใหม่นี้เกิดขึ้นในช่วงที่พ่อแม่ทั่วโลกกังวลว่าลูกนอนน้อยหรือมากเกินไป ซึ่งผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียบ่งชี้ว่าเด็กบางคนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าระหว่างการรวบรวมข้อมูลขณะนอนหลับ เด็กๆ กลุ่มนี้จึงงีบหลับในช่วงวันไม่บ่อยนัก

ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ซึ่งเรียนรู้คำศัพท์น้อยกว่า รวมถึงมีทักษะการรับรู้ที่ด้อยกว่า จำเป็นต้องงีบระหว่างวันบ่อยขึ้น
ทีมวิจัยกล่าวด้วยว่า การลดการงีบหลับของเด็กกลุ่มนี้จะไม่ช่วยให้พัฒนาการทางสมองดีขึ้น ความถี่ที่เด็กงีบหลับนี้สะท้อนถึงความต้องการทางปัญญาของแต่ละคน และโครงสร้างการนอนกลางวันเป็นตัวบ่งชี้พัฒนาการทางความคิด ทารกที่งีบหลับบ่อยแต่เป็นช่วงสั้นๆ จะเรียนรู้คำศัพท์ได้น้อยกว่า มีคะแนนต่ำกว่าในประเมินความสามารถของสมองด้านบริหารจัดการ (อีเอฟ) จะงีบหลับบ่อยขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยย้ำว่าพ่อแม่ควรปล่อยให้เด็กงีบหลับตามที่ต้องการเพราะนั่นเป็นธรรมชาติของเด็กคนนั้นๆ ส่วนการทักษะเกี่ยวกับคำศัพท์และการเรียนรู้อาจต้องไปเสริมเพิ่มเติมในภายหลัง