หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.2566 จนถึงวันนี้ผ่านมากว่า 3 เดือน ที่ประชุมรัฐสภายังไม่สามารถเลือกนายกฯ คนที่ 30 ยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ
การประชุมรัฐสภาวันที่ 22 ส.ค. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นการโหวตรอบสาม จึงถูกจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าจะผ่านไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่
หากย้อนไปตั้งแต่ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้คะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค รวม 312 เสียง
ได้แก่ พรรคก้าวไกล 151 เสียง พรรคเพื่อไทย (พท.) 141 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 6 เสียง พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 เสียง พรรคเป็นธรรม (ปธ.) 1 เสียง และพรรคพลังสังคมใหม่ (พสม.) 1 เสียง
8 พรรคร่วมเซ็นเอ็มโอยูถึงภารกิจในการทำงานร่วมกัน และ สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ คนที่ 30
ในเอ็มโอยู พรรคก้าวไกลยอมตัดเรื่องการยกเลิกหรือแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ออก ตามข้อเสนอของพรรคร่วม โดยจะไปผลักดันในนามพรรคเอง
การโหวตนายกฯ รอบแรกเมื่อ 13 ก.ค. รัฐสภาลงมติว่า นายพิธาได้คะแนนไม่ถึง 375 เสียง หรือไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา 749 คน (สว.ลาออก 1 คน) ทำให้ไม่ได้รับการเลือกเป็นนายกฯ คนใหม่ โดยมีผู้ลงคะแนนเห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และงดออกเสียง 199 เสียง
ในส่วนของพรรคร่วมตั้งรัฐบาลยกมือครบ 311 คน อีก 1 เสียงคือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ที่งดออกเสียงเพื่อความเป็นกลางในการทำหน้าที่
ขณะที่ สว.โหวตเห็นชอบ 13 เสียง ไม่เห็นชอบ 34 เสียง งดออกเสียง 199 ส่วนพรรคฝ่ายค้านมีทั้งไม่เห็นชอบและงดออกเสียง นอกจากนั้นมีสมาชิกรัฐสภาไม่เข้าร่วมประชุมอีก 44 เสียง
เหตุผลใหญ่ที่ สว.โหวตไม่เห็นชอบและงดออกเสียง เพราะกังวลเรื่องนโยบายแก้มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล และส่วนหนึ่งขอ ปิดสวิตช์ตัวเองในการเลือกนายกฯ
ทำให้ต้องมีการโหวตเลือกนายกฯ อีกรอบ พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลยังคงเสนอชื่อนายพิธาเช่นเดิม
ก่อนถึงวันโหวต พรรคก้าวไกลไม่ละความพยายามในการขอเสียงสนับสนุนจาก สว.มาเติมอีกอย่างน้อย 64 คน เพื่อให้ครบ 375 เสียง
สว.ส่วนหนึ่งขอให้พรรคก้าวไกลยอมถอย ประกาศชัดเจนจะ ไม่แตะเรื่องมาตรา 112 ถึงจะยกมือสนับสนุน แต่ไร้เสียงตอบรับ
19 ก.ค. ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาโหวตนายกฯ รอบสอง ระหว่างการประชุม ทางศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามีมติรับคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ สส.ของนายพิธา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ไว้ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
นายพิธาจึงอำลากลางรัฐสภา ระบุรับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ และจะปฏิบัติตามคำสั่งเป็นอย่างดี พร้อมขออำลาจนกว่าจะพบกันใหม่
ส่วนที่ประชุมรัฐสภาดำเนินต่อไป แต่ปรากฏว่าล่มไม่เป็นท่า เมื่อรัฐสภามีมติ 395 ต่อ 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เกี่ยวกับการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ ซ้ำไม่ได้ เพราะถือเป็นการเสนอญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อที่ 41
มติรัฐสภาเท่ากับฝังนายพิธา แคนดิเดตนายกฯ เพียงหนึ่งเดียวในบัญชีของพรรคก้าวไกล ไม่ให้กลับมาลุ้นเก้าอี้นายกฯ ได้อีกตลอดสมัยประชุมนี้
ประธานรัฐสภานัดโหวตนายกฯ รอบสาม 4 ส.ค. ต่อมาสั่งเลื่อนเพื่อรอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการเสนอชื่อนายพิธา ครั้งที่สอง เป็นการเสนอญัตติซ้ำหรือไม่ หลังมีผู้ยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการ แผ่นดินให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ส่วนสถานการณ์การเมืองพลิก พรรคก้าวไกลต้องยอมถอย ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้คะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับสอง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน โดยยังคงมัดรวม 8 พรรคเดิม พร้อมให้สิทธิ เพื่อไทยดึง สส.และ สว.หนุนโหวตนายกฯ

พรรคเพื่อไทย เดินเกมคุยกับ ‘พรรคขั้วอำนาจเดิม’ ทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชพท.) เลยถูกทัวร์ลงยับว่าเป็นการยืมมือพรรคอื่นผลักก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน แล้วไปจับมือกับพรรคสองลุง ที่เพื่อไทยโหมตอนหาเสียงว่าต้อง ‘ปิดสวิตช์ 3 ป.’ ‘มีลุงไม่มีเรา’ รวมทั้ง ‘ไล่หนูตีงูเห่า’ แต่กลับจูบปากกับพรรคภูมิใจไทย
ทั้ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ยืนยันเสียงเดียวกันว่าเป็นการเจรจาขอเสียงสนับสนุนโหวต นายกฯ เพื่อหาทางออกให้ประเทศเดินหน้าได้ ยังไม่ใช่ทาบทามร่วมรัฐบาล
ด้าน 4 พรรคขั้วอำนาจเดิม ยืนยันจุดยืนชัดเจน คัดค้านการแก้มาตรา 112 และพรรคภูมิใจไทยกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังประกาศไม่ทำงานร่วมกับพรรคก้าวไกล
จากนั้นพรรคเพื่อไทยแจ้งผลหารือให้พรรคก้าวไกลและพรรคที่ ลงนามเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาลทราบ รวมทั้งข้อกังวลของ สว.เรื่องมาตรา 112 แต่พรรคก้าวไกลยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ถอยแก้มาตรา 112
ในที่สุดพรรคเพื่อไทยประกาศแยกทางกับก้าวไกล สลายพันธมิตร 8 พรรคร่วม เพื่อไปจับขั้วใหม่ ตั้งรัฐบาลเอง
7 ส.ค. พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค แถลงจัดตั้งรัฐบาลตั้งต้น 212 เสียง คือ เพื่อไทย 141 เสียง ภูมิใจไทย 71 เสียง
ตามมาด้วยอีก 9 พรรครวมเป็น 11 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง พรรคประชาชาติ 9 เสียง พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง พรรคท้องที่ไทย 1 เสียง รวม 314 เสียง
ตามสมการนี้ จะทำให้พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคก้าวไกล 151 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเป็นธรรม 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 เสียง และพรรคใหม่ 1 เสียง รวม 186 เสียง
16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัยกรณีเสนอชื่อนายพิธาโหวตนายกฯ รอบ 2 เพราะผู้ร้องเรียนไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง ทำให้การพิจารณาเลือกนายกฯ เดินหน้าต่อได้
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นัดประชุมรัฐสภาโหวตนายกฯ รอบสามทันทีในวันที่ 22 ส.ค. เวลา 10.00 น. กำหนดเวลาอภิปราย 5 ชั่วโมง แบ่งเป็นของ สว. 2 ชั่วโมง สส.ไม่เกิน 3 ชั่วโมง คาดว่าจะลงมติในเวลา 15.00 น. และเสร็จสิ้นภายในเวลา 17.30 น.
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการประสานงานหรือวิป 3 ฝ่ายมีมติว่า ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อ ที่ประชุมรัฐสภา เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาไม่ได้กำหนดไว้
พรรคเพื่อไทยยืนยันจะเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ ของพรรค ให้ที่ประชุมพิจารณา ซึ่งตอนนี้มีแล้ว 314 เสียง และมั่นใจได้เสียงจาก สว.มาเติม จนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ส่งนายเศรษฐาเข้าทำเนียบรัฐบาลได้แน่นอน
นายเศรษฐาประกาศพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 30
เพื่อเดินหน้าแก้วิกฤตประเทศ