ศาลาว่าการกทม. – เมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียกรุงเทพมหานครปลายปีนี้ ว่า ราคาจัดเก็บทั้งหมดอยู่ระหว่าง 2-8 บาทต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยระยะแรกจะเริ่มเก็บค่าบริการในกลุ่มสถานที่ต่างๆ เช่น หน่วยงานราชการ เอกชน โรงพยาบาล วัด อาคาร หรือสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำเกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ในราคา 4 บาทต่อ ลบ.ม. โดยจะคิดค่าบริการ 80% ของการใช้น้ำประปาแต่ละเดือน ปัจจุบันกระบวนการอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการและสถานที่ต่างๆ ในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งจะสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ก่อนจะสรุปผลความคิดเห็นและเสนอผู้ว่าฯ กทม. ลงนามประกาศราชกิจจานุเบกษา และประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังจากนั้น 60 วัน โดยคาดว่าจะเริ่มจัดเก็บอย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดในเดือนธ.ค.นี้ หากไม่มีข้อแก้ไขอื่นๆ เพิ่มเติม

ทั้งนี้ กทม.ยังไม่มีแผนจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียจากกลุ่มบ้านเรือนประชาชน หรือผู้ประกอบการรายเล็กที่ใช้น้ำไม่เกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อเดือน เนื่องจากอยู่ในช่วงทดลองจัดเก็บในระยะเริ่มแรก และเกรงว่าจะเกิดแรงต้านทานจากภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียเป็นไปตามหลักสากล ซึ่งปกติจัดเก็บอยู่ที่ 100% ของการใช้น้ำประปาต่อเดือน แต่กทม.มองว่าน้ำที่ใช้อาจไม่ใช่น้ำเสียทั้งหมด จึงจัดเก็บที่ 80% ของการใช้น้ำประปาต่อเดือนเท่านั้น

สำหรับร่างประกาศกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ยังไม่ผ่านความคิดเห็นประชาชน) เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร อาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 ข้อ 6/1 และ ข้อ 11 แห่งข้อบัญญัติกทม. เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบัญญัติฯ เรื่อง การจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย (ฉบับที่ 2 พ.ศ.2562 ผู้ว่าฯ กทม. จึงออกประกาศไว้ ดังนี้

สถานประกอบการ หมายความว่า การประกอบธุรกิจการค้าและบริการแต่ไม่หมายความรวมถึงโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล โรงเรียนหรือสถานศึกษา โรงแรม และโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดน้ำเสียชำระค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียเป็นรายเดือน ให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัด น้ำเสียของกรุงเทพมหานครจากแหล่งกำเนิดน้ำเสีย โดยค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสีย การแบ่งประเภทแหล่งกำเนิดน้ำเสียของสถานประกอบการ ตามแหล่งกำเนิดน้ำเสีย ประเภทที่ 2 (จ) และแหล่งกำเนิดน้ำเสียประเภทที่ 3 (ค)

นายวิศณุ กล่าวว่า เดือนแรกให้ใช้ค่าปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยย้อนหลังหนึ่งปีก่อนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียหากกรณีที่ประกอบการไม่ถึงหนึ่งปี ให้ใช้ค่าเฉลี่ยตามระยะเวลาที่ประกอบการ และตั้งแต่เดือนที่สองเป็นต้นไปจะแบ่งประเภทแหล่งกำเนิดน้ำเสียตามข้อมูลปริมาณการใช้น้ำประปารายเดือน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน