แม้ว่านายเศรษฐา ทวีสิน จะมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ด้วยมติของที่ประชุมรัฐสภา โดยเสียงเห็นชอบเป็นไปอย่างท่วมท้น รวมทั้งยังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งแล้วด้วย แต่ก็ยังมีขั้นตอนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี การเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงคาดว่าคณะรัฐบาลเศรษฐา 1 จะได้เริ่มทำงานกันจริงในต้นเดือนกันยายน
ดังนั้น รัฐบาลรักษาการที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ยังต้องทำหน้าที่สำคัญก่อนจะหมดสิ้นอายุรัฐบาล
คือ การแต่งตั้งโยกย้ายผบ.เหล่าทัพ 4 ผบ. รวมทั้งผบ.ตร.
ไปจนถึงการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพลของทหารและของตำรวจ
ยังเป็นอำนาจในยุคของพล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจาก กรอบเวลาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการใหญ่ มีกำหนดเอาไว้
ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำเอง ก่อนจะจากลาทำเนียบรัฐบาล!
เชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยและนายกฯ เศรษฐา คงไม่ขัดข้องหรือขุ่นเคืองอะไร
เพราะการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐบาลประยุทธ์นั้น คงไม่ทันกรอบเวลาของการโยกย้ายดังกล่าว
ยิ่งได้เห็นนายกฯ เศรษฐา เดินทางไปทำเนียบ พบปะกับนายกฯ ประยุทธ์ ด้วยอารมณ์ความรู้สึกชื่นมื่น
เป็นการเตรียมรับมอบตำแหน่งนายกฯ ด้วยมิตรไมตรี
คงได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกัน ต่อบทบาทหน้าที่ในการแต่งตั้งโยกย้ายผบ.เหล่าทัพและผบ.ตร.กันด้วยดี!
มองในแง่การทำบัญชีโยกย้ายผบ.เหล่าทัพ ไปจนถึงบัญชีย้ายระดับนายพลของกองทัพ
ด้วยระบบองค์กร คงเป็นเรื่องยากอยู่แล้ว ที่รัฐบาลพลเรือนจะไปรื้อโผ
ส่วนบัญชีแต่งตั้งตำรวจ ด้วยสภาพองค์กรที่อ่อนไหว การจะตรวจสอบหรือปรับเปลี่ยนโผคงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่สำหรับตำแหน่งผบ.ตร. ยังไงก็ต้องเป็นพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ไม่ผิดโผ ไม่มีพลิก
ดังนั้นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็คงไม่ซีเรียสอะไร ที่ไม่ได้ มีส่วนแต่งตั้งผบ.ตร.ใหม่และระดับนายพลของตำรวจ
รัฐบาลใหม่ คงรอเข้ามารับหน้าที่เต็มตัว แล้วลงมือ จัดทำบัญชีโยกย้ายตำรวจระดับพ.ต.อ.ลงไป
การแต่งตั้งระดับผู้กำกับฯ ของตำรวจ ถือว่าเป็นการแต่งตั้งตำแหน่งที่สำคัญอยู่ไม่น้อย
ขณะเดียวกันดูจากการจัดครม.ใหม่ ดูเหมือนไม่มีการแต่งตั้งรองนายกฯ ที่จะมาดูแลกิจการตำรวจ
คาดว่างานตำรวจคงขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี
นายกฯ เศรษฐาแม้จะเชี่ยวชาญเศรษฐกิจ แต่ก็มี ที่ปรึกษาใกล้ชิดรู้งานตำรวจเป็นอย่างดี!
วงค์ ตาวัน