ผ่านฉลุยสำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย โดยที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 มีมติ 482 ต่อ 165 เสียง เห็นชอบแบบท่วมท้นให้ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ด่านต่อไปที่หลายคน โดยเฉพาะภาคธุรกิจเอกชนยังต้องลุ้นหนักมากคือ หน้าตาของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ว่าจะจัดมาแบบถูกฝาถูกตัว มีความรู้ ความสามารถมากพอที่เรียกความเชื่อมั่น เข้ามาแก้ปัญหาเร่งด่วน และขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้ประเทศเดินต่อท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ สะท้อนได้จากมุมมองของภาคเอกชนดัง ต่อไปนี้

ขอครม.มีความรู้คู่บูรณาการ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ครม.เศรษฐกิจ มีความสำคัญมากในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจรอบด้าน ต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และต้องสามารถบูรณาการทำงานข้ามกระทรวงได้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการให้ครม.เศรษฐกิจ เร่งดำเนินการมีดังนี้ กระทรวงการคลัง ต้องบริหารจัดการงบประมาณให้เร็ว แก้ปัญหาปากท้องประชาชน ด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลัง ซื้อ กระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์ ต้องจัดการต้นทุนวัตถุดิบภาคการผลิตให้เหมาะสม ดูแลค่าครองชีพประชาชน และเป็นทัพหน้าเปิดประตูการค้าให้กับภาคเอกชนโดยเร่งเดินหน้าเจรจา FTA

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งเสริมความ โดดเด่นภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงไฮซีซั่นไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยอำนวยความสะดวกการทำวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวจีน ให้รวดเร็ว และการเพิ่มเที่ยวบินเข้าไทยเพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

กระทรวงพลังงาน เร่งลดต้นทุนภาคเอกชนทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ที่สร้างปัญหาต่อความสามารถด้านการแข่งขันและการส่งออกของไทย และยังช่วยดึงดูด ต่างชาติให้เข้ามาลงทุนมากขึ้นด้วย รวมทั้งเร่งจัดตั้ง กรอ. พลังงานเป็นเวทีหารือร่วมภาครัฐและเอกชน

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างท้าทาย ต้องพร้อมรับมือปัญหาเอลนีโญที่กำลังสร้างปัญหาให้กับภาคเกษตร ขณะเดียวกันต้องพัฒนาภาคการผลิตให้แข่งกับต่างประเทศได้ เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

กระทรวงคมนาคม ควรสานต่อเมกะโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานทางราง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าความ เร็วสูง เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งและโลจิสติกส์ ช่วยลดต้นทุนและสร้างความสะดวกแก่ประชาชนและ ผู้ประกอบการ และผลักดันให้ไทย เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

จี้สางหนี้ครัวเรือนบู๊ตกำลังซื้อ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) อยากเห็นทีมเศรษฐกิจที่ทั้งดีและเก่ง มีประสบการณ์ ไม่เอาแบบ เห็นหน้าแล้ว “พูดไม่ออก” เพื่อช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนักลงทุน เพราะขณะนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป และจีน ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย

การจัดตั้งรัฐบาลร่วมหลายพรรคแบบนี้ ต้องมียุทธศาสตร์ ทุกกระทรวงต้องทำงานร่วมกันแบบสอดคล้อง จะเป็นคนละทางไม่ได้ ขอฝากรัฐบาลใหม่ให้ช่วยดูแลต้นทุนการผลิต ต้นทุนทางการเงิน ให้กับเอสเอ็มอี หลังอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นอีก 0.25% เป็น 2.25% รวมถึงต้นทุนด้านพลังงาน และค่าไฟ พร้อมกับมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป

“สิ่งที่กังวลอีกเรื่องและรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง คือ ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เป็นระเบิดเวลาฉุดรั้งเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันหนี้ครัวเรือนในระบบสูงถึง 90.6% ต่อจีดีพี ขณะที่หนี้นอกระบบอยู่ที่ประมาณ 19.6% หากรวมทั้ง 2 ส่วน จะทำให้หนี้ครัวเรือนสูงถึง 110% เป็นตัวกดทับกำลังซื้อของประชาชนในประเทศ”

แนะเร่งกู้ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

น.ส.ปนิษฐา บุรี นายกสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA บอกว่า วาระเร่งด่วนรัฐบาลใหม่คือเร่งแก้ไขปัญหาเดิมที่ฝังรากลึกในธุรกิจท่องเที่ยวและไมซ์ เช่น รถแท็กซี่เอาเปรียบคิดค่าโดยสาร เพราะฉุดภาพลักษณ์ ท่องเที่ยวอย่างมาก รวมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานท่องเที่ยวและไมซ์

“ไทยถูกวางตำแหน่งการตลาดเป็นเมืองท่องเที่ยวแต่ปัจจุบันยกระดับเป็นเมืองเดินทางเชิงธุรกิจด้วยแล้ว การดึงงานไมซ์แบบ B2B เข้ามาจัดในไทย จะช่วยดึงเม็ดเงินใช้จ่ายเข้าประเทศได้มากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปซึ่งตอนนี้มีคู่แข่งสำคัญคือ สิงคโปร์และมาเลเซีย ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น เพิ่มจุดขายใหม่ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ให้สามารถเที่ยวต่อได้นานขึ้น”

น.ส.ชมภูนุช ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มั่นใจว่าการเมืองไทยจะมีความชัดเจนมากขึ้น หลังได้นายกฯ คนที่ 30 ส่วนหน้าตาครม.เศรษฐกิจ อยากได้คนมี ความรู้ความสามารถและมีความเข้าใจเศรษฐกิจในเชิงมหภาคและลงลึกถึงรากหญ้าว่าจะแก้ปัญหาใดบ้าง

หากมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่ได้แย่ แต่ต้องการให้ครม.เศรษฐกิจเร่งทำงาน เรื่องแรก คือ เร่งการใช้จ่ายทั้งในส่วนของภาครัฐผ่านโครงการลงทุนต่างๆ และมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาคเอกชนให้สามารถกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

ห่วงขึ้นค่าแรงทุบเอสเอ็มอี

นางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง ประธาน บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เชื่อว่าไม่ว่านายกฯ และรัฐบาลใหม่จะเป็นใคร สุดท้ายทุกคนจะทำเพื่อประเทศ ภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจยังเชื่อมั่นในประเทศไทย และการตั้งรัฐบาลได้เร็วจะทำให้การบริหารงานทำได้ต่อเนื่อง

แต่หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว ขอให้สถานการณ์การเมืองโดยรวมมีเสถียรภาพและมีความสงบ เพื่อให้ประเทศไทยจะยังเดินหน้าต่อไปได้ งานเร่งด่วนคือการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ทำธุรกิจได้ต่อเนื่อง ที่ผ่านมานโยบายส่งเสริมการลงทุน และปรับการผลิตมาเป็นระบบออโตเมติก ได้ดำเนินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้ อยากให้ทำต่อไป

ส่วนนโยบายค่าแรงงานอยากให้ดูแลกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมาก ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่อย่างโตชิบาได้เตรียมปรับตัวมาโดยตลอดในการบริหารต้นทุนทุกด้าน และที่ผ่านมาได้ปรับค่าแรงงานอยู่แล้ว

เชื่อมั่นภาคธุรกิจฟื้น-ลงทุนคึกคัก

นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ว่า สมาคม สนับสนุนทุกรัฐบาล และหน่วยงาน ที่สนับสนุนการพัฒนาการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล มีผลดีต่อดัชนีชี้วัดความ เชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมซึ่งปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ เชื่อว่าการได้รัฐบาลใหม่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น

“ต้องการให้รัฐบาลใหม่ เร่งสานต่อนโยบายให้ ต่อเนื่อง ในส่วนของคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ทั้งด้านการสนับสนุนผู้ใช้ และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่เซลล์ และการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านสถานีชาร์จไฟฟ้า ให้สอดรับกับการขยายตัว ของการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ผู้จำหน่าย และทำการตลาดรถยนต์ “เอ็มจี” ให้ความเห็นว่าการมีนายกฯ และรัฐบาลที่เร็ว เป็นประโยชน์กับประเทศ เพราะจะได้เร่งสานงานที่ค้างอยู่ พร้อมทั้งผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี นักลงทุนที่ชะลอการตัดสินใจ มีความมั่นใจเดินหน้าลงทุนตามแผนงาน เชื่อว่าประชาชนจะเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จากที่ผ่านมาเศรษฐกิจได้หยุดชะงักไปนานพอสมควร

อยากฝากรัฐบาลจัดทำวาระเร่งด่วนเรื่องการส่งเสริมสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่กำลังจะสิ้นสุดในสิ้นปีนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง พร้อมทั้งขับเคลื่อนให้เป็นไปตามนโยบายของประเทศไทย ที่เคยวางแผนไว้

คงต้องรอลุ้นว่ารัฐบาลใหม่จะฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ไปได้หรือไม่!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน