ธ.ก.ส.พร้อมช่วยรัฐแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทถึงมือเกษตรกร มั่นใจเทคโนโลยีพร้อม รับลูกคลังหาช่องทางช่วยพักหนี้ ขอคุยรายละเอียดให้ครบก่อนหวั่นกระทบงบธนาคาร
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การพักชำระหนี้ให้เกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล ขณะนี้ธนาคารได้มีการ เตรียมฐานข้อมูลลูกหนี้ทุกกลุ่ม พร้อมทั้งมีการแยกทุกมิติเพื่อให้เห็นภาพว่าเมื่อดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวแล้วธนาคารจะเป็นอย่างไรบ้าง ต้องรับภาระอะไรบ้าง โดยรายละเอียดของมาตรการตอนนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับรัฐบาล คงต้องรอความชัดเจนหลังแถลงนโยบายอีกรอบ
“ตอนนี้กระทรวงการคลังได้ประสานงานมาแล้วในเรื่องของวิธีการ ซึ่งวิธีการยังไม่ชัดว่าจะพักหนี้ในมิติไหนบ้าง หรือว่าจะมีการชำระในส่วนไหนบ้าง พักเฉพาะเงินต้น หรือดอกเบี้ยด้วย เพราะถ้าพักดอกเบี้ยด้วยก็จะมีผลกับงบดุลของธนาคาร และหากพักหนี้แต่มีกลุ่มลูกหนี้ที่มีศักยภาพสามารถชำระได้ก็จะมีมาตรการจูงใจให้ด้วย ตอนนี้สิ่งที่ธ.ก.ส.เตรียมทั้งหมดคือฐานข้อมูล และมีการแยกทุกมิติว่าธนาคารจะต้องรับภาระอะไรบ้าง รวมถึง การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญตามมาตรฐานบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)”
ส่วนนโยบายเรื่องเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท หากรัฐบาลจะใช้ธ.ก.ส.เป็นช่องทางก็พร้อมรับนโยบาย เพราะ ธ.ก.ส.มีเทคโนโลยีที่รองรับได้ แต่จะต้องมาดูบริบทของลูกค้าของธ.ก.ส.ด้วยเพราะส่วนมากลูกค้าของธนาคารประกอบอาชีพเกษตรกรซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้ประกอบอาชีพในเมือง ว่าจะตรงกับกลุ่มเป้าหมายและเงื่อนไขต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดหรือไม่ เช่น การกำหนดรัศมีใช้จ่ายใน 4 กิโลเมตร
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธ.ก.ส.มีสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 1.62 ล้านล้านบาท จำนวนลูกค้า 4.26 ล้านราย แบ่งเป็น กลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้น้อย ซึ่งลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 1.55 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 36% สินเชื่อคงค้าง 3.7 แสนล้านบาท กลุ่มบุคคลทั่วไป 2.7 ล้านราย สัดส่วน 63% สินเชื่อคงค้าง 1.45 ล้านล้านบาท และกลุ่มที่เป็น ผู้ประกอบการนิติบุคคลที่จะสร้างเป็นหัวขบวนอีก 4 หมื่นราย สัดส่วน 1% สินเชื่อคงค้าง 2.8 แสนล้านบาท
ขณะที่สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) นั้น ภายหลังจากเข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการธ.ก.ส.ได้ 5 เดือน ภารกิจสำคัญส่วนหนึ่งคือการแก้ NPL ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 8.46% โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นปีบัญชี 2566/67 (สิ้นมี.ค.2567) จะลดสัดส่วนเอ็นพีแอลให้เหลือไม่เกิน 5.5%