เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล “เศรษฐา 1” ลงเอยมาตกที่นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับการวางตัวมาตั้งแต่ต้น แต่ต่อมาเปลี่ยนแปลง เมื่อมีชื่อพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ผู้ใกล้ชิดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้
แต่พอเกิดกระแสต่อต้านจากคนเสื้อแดง เนื่องจากมองว่าเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สลายม็อบปี 2553
สุดท้ายจึงปรับกลับมาที่นายสุทินในที่สุด!
อันที่จริงรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งต้องทำหน้าที่บริหารนโยบายด้านกองทัพ ที่ผ่านๆ มา มีทั้งมาจากคนในเครื่องแบบ และมีทั้งเป็นรัฐมนตรีจากพลเรือน
กรณีพลเรือน ส่วนใหญ่เป็นนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ควบกลาโหมเอง แต่เนื่องจากรัฐบาลเศรษฐานั้น นายกฯ มุ่งมั่นด้านเศรษฐกิจ จึงควบรมว.คลังเอง ทำให้ต้องหาคนอื่นมาแทน
คณะเจรจาจัดตั้งครม. เลือกเฟ้นแล้วเห็นว่า ต้องสุทิน คลังแสง นี่แหละ เหมาะสุด
คงเพราะมีบุคลิกมีการพูดคุยเจรจาคล่องแคล่ว น่าจะสร้างสัมพันธ์กลมกลืนกับผู้นำกองทัพได้ง่าย
รวมทั้งจะสามารถผลักดันนโยบายของเพื่อไทยในด้านทหารได้เป็นอย่างดี
นั่นคือ นโยบายลดการเกณฑ์ทหารเพิ่มการสมัครใจ ไปจนถึงการนำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา มาช่วยงานประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร
เพื่อไทยเชื่อว่านายสุทิน มีฝีมือสามารถผลักดันเรื่องเหล่านี้ได้
ทำให้ได้นั่งรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งจากนี้ไป นายสุทินกำลังจะกลายเป็น “บิ๊กทิน” ไปในที่สุด!
ก่อนหน้านี้นายสุทินเคยให้สัมภาษณ์ทีเล่นทีจริง เมื่อมีข่าวว่าจะไปนั่งกลาโหม
โดยบอกว่า สงสัยเหมาะเพราะนามสกุล “คลังแสง” กระมัง
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เพื่อไทยมีนโยบายด้านกองทัพ ที่จำเป็นต้องผลักดันให้สำเร็จ
ทั้งการลดเกณฑ์ทหารเพิ่มสมัครใจ ที่มีผลต่อเด็กวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงนำทหารมาช่วยประชาชนด้านการพัฒนาและการเกษตร
ขณะเดียวกัน การขยับรมว.วัฒนธรรม มาคุมกลาโหม
ทำให้นายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู ตัวแทนจากภาคอีสานอีกราย ได้เข้ามาเป็นรมช.เกษตรฯ
เป็นประเด็นน่าสนใจ เพราะเป็นสส.มาแล้วถึง 9 สมัย ประสบการณ์ความเข้าใจชาวบ้านโชกโชนแน่นอน
ทุกครั้งที่มีการจัดครม. ต้องเกิดแรงกระเพื่อมในพรรคการเมืองอย่างแน่นอน
หนนี้สส.อีสานของเพื่อไทยก็มีประเด็นร้อนแรง คงทำให้ต้องดึงสส.จากอีสานเพิ่มเข้ามาในครม.
ต้องดูกันต่อไปว่าจะคลี่คลายได้หรือไม่!?
วงค์ ตาวัน