วันพุธที่ 30 ส.ค.2566 น้อมรำลึก ครบรอบ 63 ปี มรณกาล “หลวงพ่อโม ธัมมรักขิโต” วัดจันทนาราม ต.ห้วยกรด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท อดีตพระคณาจารย์ ชื่อดังแห่งเมืองชัยนาท เจ้าของตะกรุดโทนอันโด่งดัง
เป็นชาวห้วยกรดโดยกำเนิด เกิดในสกุล คงเจริญ เมื่อปีมะเมีย พ.ศ.2413 ที่บ้านบางยายอ้น ต.ห้วยกรด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท
บวชเณรตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งอายุครบ 20 ปี จึงอุปสมบท ที่พัทธสีมา วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านท่าน โดยมีหลวงพ่อเถื่อน วัดใหม่บำเพ็ญบุญ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อคง เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์
จำพรรษา ที่วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งภาษาไทย และภาษาบาลี เบื้องต้นได้ท่องสวดมนต์ 7 ตำนาน 12 ตำนาน ได้เรียนภาษาขอม เรียนวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมกับหลวงพ่อม่วง หลวงพ่อเถื่อน และหลวงพ่อคง ที่วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชาวห้วยกรดและจังหวัดชัยนาท ให้ความเคารพนับถือ
ในยุคนั้น กิตติศัพท์ความเข้มขลังด้านวิทยาคมของหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง เป็นที่กล่าวขวัญของชาวห้วยกรด จึงได้ไปเรียนวิชาอาคมด้วยที่อำเภอสรรคบุรี เรียนรุ่นเดียวกับหลวงพ่อปลื้ม วัดสังฆราม
หลวงพ่อคง เล็งเห็นว่ามีสติปัญญาดี เฉลียวฉลาด สนใจทางวิทยาคม ยาสมุนไพรและแพทย์แผนโบราณ จึงได้พาไปฝากกับอาจารย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เมื่อปีพ.ศ.2451
เรียนวิทยาคม ตำรายาสมุนไพรและตำราแพทย์แผนโบราณกับหลวงปู่ศุข เป็นเวลา 5 ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ.2456 จึงเดินทางกลับวัดใหม่บำเพ็ญบุญ
ขณะนั้น หลวงพ่อเถื่อนซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดใหม่บำเพ็ญบุญ ได้มรณภาพหลวงพ่อคง เป็นเจ้าอาวาสวัดใหม่บำเพ็ญบุญแทน
พ.ศ.2457 ญาติพี่น้องร่วมกันซื้อที่ดินติดวัดร้างเดิมรวมประมาณ 30 ไร่ เพื่อสร้างวัดขึ้นใหม่ เพื่อต้องการอานิสงส์ ในการถวายที่ดิน ทั้งนี้ ชาวบ้านห้วยกรดให้ความศรัทธาในเรื่องความแก่กล้าทางคุณวิเศษและอาคมของท่าน จึงได้นิมนต์จากวัดใหม่บำเพ็ญบุญ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของ “วัดจันทนาราม”
เป็นพระสมถะ มักน้อย สันโดษ มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ช่วงหลังได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์
หากมีเวลาว่าง จะนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่เสมอ นั่งสมาธิ ทำวัตรเช้าตั้งแต่ตี 4 ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือมาก และนำลูกหลานของตนมาให้บวชมากมาย
กระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค.2502 เวลาประมาณ 4 ทุ่ม มรณภาพอย่างสงบ
เหตุอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น คือ เต่าที่ได้เลี้ยงไว้ตัวใหญ่มากได้คลานขึ้นมาจากสระ หมอบนอนน้ำตาไหลข้างกุฏิ นกยูงและไก่ต๊อก ที่เลี้ยงไว้ไม่ส่งเสียงร้อง ประหนึ่งว่าพวกสัตว์เหล่านั้นจะรับรู้ว่าผู้ที่มีความเมตตาต่อพวกมันได้จากไปเสียแล้ว
ในสมัยนั้นไม่มีการใช้ยาฉีดศพ แต่สรีรสังขารหลวงพ่อโม ไม่มีการเน่าเปื่อย ถึงแม้จะใส่ไว้ในโลงไม้ธรรมดาไว้นานเกือบปี โดยไม่ฝังดินก็ตาม
เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2503 คณะกรรมการวัดได้จัดงานพิธีฌาปนกิจ
แม้จะละสังขารไปนานกว่า 50 ปี แต่คุณงามความดียังคงจารึกไว้ในศรัทธาของชาวเมืองชัยนาท