ทยอยปล่อยเพลงในอัลบั้ม “อยากซื้อบ้านนอกให้แม่” ออกมา ล่าสุดเพลง “แค่หนึ่งคอนเทนต์ของเธอ” ยอดวิวกำลังพุ่งทะยาน หนุ่มลูกทุ่งคนไกลบ้าน ‘ไผ่ พงศธร’ ในสังกัด แกรมมี่ โกลด์ แฮปปี้ที่เหมือนได้ย้อนไปบรรยากาศช่วงทำเพลงใหม่ๆ
อัลบั้ม อยากซื้อบ้านนอกให้แม่ คอนเซ็ปต์เป็นอย่างไร?
ไผ่ – “เราอยากพูดแทนคนที่เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ ถึงเวลาหนึ่งก็ต้องอยากกลับไป อยู่บ้าน แต่บางคนใช้หลักการเดียวกันกับการออกไปรบ ทุบหม้อข้าวตัวเอง ขายที่ขายทาง ขายรถขายบ้านเพื่อไปตั้งตัว เคยได้ยินคนที่พูดว่าจะกลับไปอยู่บ้านได้ยังไง ไม่มีที่แล้ว ทรัพย์สินก็ไม่มี ครูเพลงได้ยินคำๆ นี้ เลยอยากให้ไผ่เป็นตัวแทนพูดถึงเรื่องราวของคนที่ไปใช้ชีวิตแบบนั้น”

“คำว่าบ้านนอกจริงๆ มันคือชีวิต มันคือครอบครัว ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านเรา ก็เลยตัดสินใจว่าถึงเรามาอยู่ที่นี่แล้วแม้ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เก็บเงินได้แล้วจะกลับไปซื้อที่ซื้อทางให้แม่ ก็เลยใช้ชื่ออัลบั้มว่า อยากซื้อบ้านนอกให้แม่ หมายความว่าซื้อชีวิตกลับไปให้ท่าน ให้ท่านมีความสุข ไปซื้อที่ที่เราเคยอยู่ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ครูเพลงอยากสื่อสารเรื่องสำนึกรักครอบครัว สำนึกรักบ้านเกิด ถ้าดูจากโควิดที่ผ่านมา หลายครอบครัวต้องอพยพจากธุรกิจที่มีอยู่กลับไปอยู่บ้านตัวเองโดยที่ไม่รู้อนาคตด้วยซ้ำว่าจะเป็นยังไงต่อ เราก็อยากให้กำลังใจกับทุกๆ คนที่มาสู้ชีวิตในกรุงเทพฯ ไหวมั้ย เป็นยังไงบ้าง ถ้าไม่ไหว กลับบ้านเรานะ”


เหมือนได้ย้อนกลับไปสมัยอัลบั้มแรกของไผ่?
ไผ่ – “ของผมคือนักร้องหนุ่มตามฝันจากบ้านไกล เราเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ นานแล้ว ไผ่อยู่ในวงการนี้ 20 กว่าปี ตอนนี้เราอยากจะพูดในมุมที่ว่า เราอยากกลับบ้าน ใจลึกๆ อยากทำแบบนั้น ตอนนี้ถ้าถามตรงๆ อยากอยู่กรุงเทพฯ มั้ย ไผ่ไม่ได้อยากอยู่ เราอยากกลับไปบ้าน แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องทำ ผมมีความสุขมากกับการทำงาน แต่ว่าใจลึกๆ ของเราจริงๆ แล้ว ใจเราไม่ได้อยู่ที่นี่นะ ใจเราอยู่ที่บ้านนอก ตอนนี้ผมก็เริ่มเตรียมตัว ผมรู้สึกว่าเวลาเราได้กลับบ้าน มีความสุขมาก ได้กลับไปอยู่ไร่นาสวน ตอนนี้ผมก็เลยทำเป็นบ้านสวนของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าถ้าเกษียณตัวเอง เราต้องกลับไปบ้านอยู่แล้ว”

สิ่งที่เราทำก็ดูเหมือนสำเร็จแล้ว ทำบ้านสวน ซื้อบ้านนอกให้แม่ได้?
ไผ่ – “คำว่าสำเร็จผมว่าจริงๆ แล้วมันคือคำว่าความสุข มีความสุขมีความพร้อมกับครอบครัว มีเงินมีทองมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เราได้ทำอาชีพที่รักมากที่สุดแล้ว คือการร้องเพลง แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เราคิดถึงบ้าน อยากกลับไปอยู่บ้าน แล้ววันหนึ่งมันจะถึงเวลาของมันเอง มันบอกไม่ได้ว่าวันไหนเราถึงจะกลับไปอยู่บ้าน จริงๆ แล้วถ้าเอาวิถี พอเพียงการหาเงินไม่ใช่มาหาเงินที่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดที่เจริญแล้ว ทุกวันนี้เงินมีอยู่ทั่วไปถ้าเรารู้จักวางแผน ทำนาก็ได้ สำหรับตัวผมเรามีเงินมีทองก็เพราะว่าอาชีพ ของเรา เราก็รักและเคารพในอาชีพนี้ เวลาเราไปงานจ้างได้ค่าตอบแทนมาดูแลครอบครัว แต่มันก็ยังเหงา มีตังค์ไปกินนั่นกินนี่ อิ่มแล้วกลับมาบ้านอยู่ในห้องแอร์มีความสุขนะ แต่ทำไมมันไม่สุขเต็มที่ แต่ทำไมเวลาเราไปนอนเถียงนา ปูเสื่อนอน มันโคตรมีความสุข แต่ผมไม่ได้บอกให้ทุกคนทิ้งความฝันของตัวเอง รีบเก็บเงินทองก่อนที่สุขภาพมันจะไม่ดี เพราะถ้าสุขภาพไม่ดีไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข และสิ่งที่สำคัญที่สุดอยากให้ดูแลพ่อแม่ของเราให้ดีที่สุด”

แพสชั่นในการทำเพลง อาชีพนักร้อง กับการแบ่งเวลาดูแลตัวเอง และครอบครัว บาลานซ์ยังไง?
ไผ่ – “ทุกวันนี้ผมไม่เร่งรีบ เคยเข้าโรงพยาบาลแล้วมีความคิดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นตอนที่เข้าโรงพยาบาล ในวันที่เราพยายามทำ และทำๆๆ เราลืมดูแลอุปกรณ์ที่จะ ไปใช้ในการทำงาน นั่นคือชีวิตตัวเอง ทำไปเรื่อยๆ แต่พอเวลามันป่วยมันก็เป็นเลย ไปนอนโรงพยาบาลแหงนหน้ามองเพดานแล้วคิดว่า วันนี้ถ้าเราตาย เราทำอะไร เพื่ออะไรอยู่ แล้วสุดท้ายเราจะได้อะไร เพราะฉะนั้นนอกจากการทำงาน ก็ต้องดูแลตัวเองและครอบครัวควบคู่กันไปให้ดี ทุกวันนี้เรา ไม่ได้ทำงานหักโหมเหมือนสมัยก่อนแล้ว คำว่าดีที่สุดของผม ผมก็ยังค้นหามันไม่เจอว่ามันคืออะไร แต่เราก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด พยายามสวดมนต์ ไปทำบุญ เผื่อวันหนึ่งเราต้องตาย แล้วการตายของเรามันต้องเป็นการตายที่มีคุณค่าที่สุด หมายความว่าเราจะสะสมอะไรไปก่อนตาย สะสมเงินแล้วเอาไปได้มั้ย แต่สิ่งที่มันจะไปกับเรา คือบุญและกุศลเท่านั้น”

ตอนนี้ความสุขในชีวิตการทำงานของเราคืออะไร?
ไผ่ – “ผมว่าความสุขคือการพอใจ เราพอใจกับการได้ร้องเพลง เราพอใจกับอาชีพเรา แต่ถามว่ามีความเหงามั้ย มี เหนื่อยมั้ย เหนื่อย อารมณ์ทุกอย่างเกิดเป็นปกติ ความอยากได้ ไม่อยากได้ มันมีหมด เพียงแค่ว่าเราจะทำมันหรือเปล่า เราก็ต้องดูว่ามันดีหรือไม่ดี เชื่อตามความเป็นจริง”

มองภาพตัวเองเกษียณเมื่อไหร่?
ไผ่ – “เมื่อมันถึงเวลา แต่เราบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ อาชีพเรามันไม่เหมือนการทำงานราชการที่เกษียณอายุ 60 ปี การทำงานร้องเพลงเราจะทำไปเรื่อยๆ ต่อไปอาจจะไม่ได้ร้อง แต่อาจจะไปอยู่เบื้องหลัง การทำงานมันทำได้หลายอย่าง เหมือนตอนนี้ที่ผมทำให้ จา สิงห์ชัย หลานของผมเอง เรามีความสุขที่ได้เห็นเขาร้องเพลงแล้วมีคนรู้จักเขา มันทำให้เข้าใจความรู้สึกของครูบาอาจารย์ที่ดูแลเรามาก่อนเขาคงรู้สึกแบบนั้น เราให้เรือให้ไม้พายเขา แต่ถ้าเขาไม่กล้าพายมันก็ไปต่อไม่ได้ เราทำได้แค่ให้เครื่องมือเขา แต่เขาต้องเป็นคนไปเอง เขามีความสามารถของเขาก็ไปต่อได้ เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็นเขามีแฟนเพลง มีแฟนคลับ แต่ก็จะมีคนมองว่าใช่สิ ไผ่เป็นคนมีชื่อเสียง ก็เลยดันหลานได้ แต่ถ้าเขาไม่มีความสามารถแล้วใครจะไปฟังเขาล่ะ”

เข้าใจการเปลี่ยนแปลง จากคลื่นลูกเก่า มีคลื่นลูกใหม่ เข้ามาในวงการ?
ไผ่ – “ทุกอย่างมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แม้กระทั่งชื่อเสียง เราจะอยู่อย่างนี้ตลอดไปมันก็เป็นไปไม่ได้ มันก็ต้องมีสิ่งมาทดแทนกันตลอดเวลา ตอนที่ผมยังไม่ได้เป็นนักร้อง มันก็มีนักร้องระดับครูบาอาจารย์ พอมาถึงรุ่นเรา และก็จะมีรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ”

“วันนี้ก็ต้องขอบคุณแฟนเพลงที่คอยสนับสนุนเรา มีคนรู้จักอยู่ แต่อาจจะไม่ได้หวือหวาเหมือนสมัยก่อน แต่แฟนเพลงเขาก็ไม่ได้ทิ้งเรา แต่เขาก็ไปฟังคนอื่นด้วย ฟังเราด้วย แต่ก็ยังดีที่เรายังได้รับโอกาสได้ทำอัลบั้ม แกรมมี่โกลด์ดูแลเราตลอด แต่เราต้องเข้าใจเรื่องของกระแสด้วย ไม่ใช่ไปตีโพยตีพายว่าทำไมตัวเราไม่เหมือนเดิม ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป การฟังเพลงเปลี่ยนไป สมัยนี้โลกมันพัฒนาไปไกลมาก โซเชี่ยลพัฒนาไปไกล เราก็พยายามตามให้ทัน ปรับตัวไปตามยุคสมัย แต่เราก็ยังยึดในความเป็นตัวตนของเราไว้อยู่ ไผ่ พงศธร เป็นยังไงก็ยังเป็นเหมือนเดิม ถ้าช่วงไหนไม่มีคอนเสิร์ต ผมก็ใส่ขาสั้น รองเท้าแตะเหมือนเดิม มันเปลี่ยนไม่ได้หรอกตัวตนของเรา แต่ก็มีปรับตัวตามโลกบ้าง”
วีรนุช จันทำ