ในวันที่สาธารณรัฐอินเดีย มีจำนวนประชากรมากถึง 1,428 ล้านคน มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าประเทศจีนที่ครองแชมป์นี้มาอย่างยาวนานไปเมื่อปี 2565
แน่นอนว่า ความต้องการใช้ทรัพยากรย่อมมากขึ้น โดยเฉพาะปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อประชากรที่ประมาณ 1.2 เมกะวัตต์ชั่วโมง คู่ขนานกับมลพิษที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
โดยปี 2563 พบข้อมูลว่าอินเดีย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นประมาณ 7% ของปริมาณก๊าซทั่วโลก หรือเท่ากับประมาณ 2.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อคนต่อปี เท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยโลก

อาณาเขตยาวประมาณ 99 กิโลเมตร
นายนเรนทรา โมที (Shri Narendra Modi) นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐของอินเดีย จึงประกาศนโยบายการใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ในปี 2613 ตามข้อตกลงการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) เมื่อปี 2564
เป็นจุดเริ่มต้นที่อินเดียตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานสะอาดสูงถึง 500 กิกะวัตต์ (Gw) รองรับความต้องการในประเทศ โดยกำหนดให้มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 280 กิกะวัตต์ สู่เป้าหมายการผลิตพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 50% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ได้ 1 พันล้านตัน ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจให้เหลือน้อยกว่า 45% ภายในปี 2573
อินเดีย จึงถือเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนระดับโลก เนื่องจากมีการกำหนดแผนงานด้านพลังงานหมุนเวียนไว้อย่างชัดเจน มีกำลังการผลิตติดตั้งในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และมีกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมสูงสุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลกในปี 2565
นับเป็นโอกาสของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไทย ที่บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เล็งเห็นความสำคัญ นำคณะสื่อมวลชนเดินทางศึกษาศักยภาพการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาด และนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานสะอาดของประเทศอินเดีย

ห้องควบคุม
ภายหลัง GPSC เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด หรือ GRSC เมื่อปี 2564 ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท อวาด้า เวนเจอร์ ไพรเวท จำกัด หรือ AVPL เพื่อลงทุนในบริษัท อวาด้า เวนเจอร์ ไพรเวท จำกัด หรือ AEPL ผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในประเทศอินเดีย มูลค่า 779 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย GRSC เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 42.93% ซึ่ง AEPL มีส่วนแบ่งตลาดพลังงานในอินเดียประมาณ 10-15% คิดเป็นกำลังผลิต 7 กิกะวัตต์ คาดว่าปี 2569 จะมีกำลังการผลิต 11 กิกะวัตต์
สอดรับกับยุทธศาสตร์ของกลุ่มบริษัท ปตท. ตั้งเป้าสร้างการเติบโตทางธุรกิจด้วยพลังงานสะอาด 7 กิกะวัตต์ ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 15 จิกะวัตต์ ในปี 2573 สนับสนุนเป้าหมายขยายสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของ GPSC ให้ได้มากกว่า 50% ในปี 2573 จากปัจจุบัน GPSC มีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 3,629 เมกะวัตต์ คิดเป็น 45% ของกำลังการผลิตรวม

นางรสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ GPSC
นางรสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ ระบุว่า GPSC ถือเป็นบริษัทไทยรายแรกและรายเดียวที่เข้ามาลงทุนด้านพลังงานในอินเดีย ในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบนำร่องที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดกำลังการผลิต 1.25 กิกะวัตต์ และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 2 กิกะวัตต์ รวมเป็น 3.25 กิกะวัตต์ เงินลงทุนกว่า 4,000 ล้านรูปี หรือคิดเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท
ครอบคลุมพื้นที่ 5,000 เอเคอร์ หรือ 12,650 ไร่ มีอาณาเขตยาวประมาณ 99 กิโลเมตร ใช้โซลาร์โมดูล 3 ล้านชิ้น สายเคเบิลยาว 2,338 กิโลเมตร ใช้เหล็ก 30 ตัน หุ่นยนต์ทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ 2,000 ตัว สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 2 ล้านตันต่อปี
“ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลอินเดีย ตลอดจนพันธมิตรอย่าง อวาด้ากรุ๊ป ที่ทำให้ตัดสินใจเลือกอินเดียเป็นบ้านหลังที่สองของ GPSC” นางรสยากล่าว
ในอนาคตหากยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในอินเดียที่ราว 10-15% นี้ต่อไปได้ ประกอบกับเป้าหมายของรัฐบาลอินเดียที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาดที่ 50 กิกะวัตต์ต่อปี จนบรรลุเป้าหมาย 500 กิกะวัตต์ ในปี 2573 จะทำให้ GPSC สามารถมีพลังงานสะอาดอย่างน้อย 5 จิกะวัตต์ต่อปี
ภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานเพื่อความยั่งยืน 4 กลยุทธ์การเติบโต หรือ 4S ประกอบด้วย S1:Strengthen and Expand the Core การสร้างความแข็งแกร่ง พร้อมขยายการให้บริการในธุรกิจหลัก ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต S2:Scale-up Green Energy การเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ
S3:S-Curve & Batteries การพัฒนานวัตกรรมพลังงาน และธุรกิจแห่งอนาคต S4:Shift to Customer-Centric Solutions บริการโซลูชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งการผลิตไฟฟ้าและสาธารณูปโภคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ปัจจุบัน GPSC ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทนวัตกรรมผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยวางแผนเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตมากกว่าครึ่งหนึ่งจากพลังงานหมุนเวียน มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2603
นอกจากนี้ ยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจครอบคลุมธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) ภายในปีหน้า รวมถึงมีแผนลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว (GH) ในอนาคต เพราะตอบโจทย์ในเรื่องต้นทุนการผลิตของไฮโดรเจน เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5 ล้านตันต่อปี ดึงดูดเงินลงทุนประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มการจ้างงาน 600,000 คน
นายวินิต มิตตัล ประธานกลุ่มอวาด้า ระบุว่าแนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียปี 2566 ที่คาดว่าจะเติบโต 6.1% ปี 2567 คาดว่าจะโต 6.8% ส่งผลให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจอินเดียมีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มเป็น 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2573 และคาดว่าจะอยู่ที่ 26 ล้านเหรียญสหรัฐในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยนตลาดภายในปี 2590-2591

นายวินิต มิตตัล ประธานกลุ่มอวาด้า
อินเดียจึงอนุญาตให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ได้สูงถึง 100% ผ่านการลงทุนในช่องทางแบบอัตโนมัติ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการผลิตสำหรับการผลิตโซลาร์โมดูลระบบกักเก็บโดยใช้แบตเตอรี่ และโครงการ GH 2 ประมาณ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 551 พันล้านรูปี โครงการ National GH2 Mission ตั้งเป้าให้อินเดียเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการผลิต การใช้ประโยชน์และการส่งออก GH2 เป็นต้น รองรับการเติบโตของประเทศ
โดยรัฐบาลอินเดียประกาศนโยบาย National Green Hydrogen Mission โดยใช้เงินลงทุน 197,440 ล้านรูปี คิดเป็น 2,408 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1.การแทรกแซงเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนมาใช้ไฮโดรเจนเขียว โดยเสนอแรงจูงใจทางการเงินสำหรับการผลิตทางการเงินสำหรับการผลิตอิเล็กโทรไลเซอร์ในประเทศ และการผลิตไฮโดรเจนเขียว เงินลงทุน 174,900 ล้านรูปี หรือประมาณ 2,133 ล้านเหรียญสหรัฐ

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบนำร่องที่ใหญ่ที่สุดในโลก 1.25 กิกะวัตต์
2.โครงการนำร่องสำหรับการใช้งานขั้นปลายทาง เช่น การเคลื่อนย้าย การขนส่งสินค้า เหล็กสีเขียว และห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือ โกดังสินค้า เงินลงทุน 14,660 ล้านรูปี หรือประมาณ 179 ล้านเหรียญสหรัฐ
3. สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมไฮโดรเจน เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียว ด้วยงบประมาณ 4,000 ล้านรูปี หรือประมาณ 49 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 4.พันธกิจอื่นๆ ใช้เงินลงทุน 3,880 ล้านรูปี หรือประมาณ 47 ล้านเหรียญสหรัฐ
สะท้อนภาพอินเดียสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ โดยอินเดียมีบริษัทจำหน่ายไฟฟ้า 4 ประเภท ได้แก่ 1.บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าที่เป็นของรัฐ มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ 100% 2.บริษัทที่ร่วมทุนกับรัฐบาลท้องถิ่น มีสัดส่วนการถือหุ้นของภาคเอกชนและภาครัฐ 51% ต่อ 49%
3.บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าเอกชน ภาคเอกชนเป็นเจ้าของ 100% และ 4.การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของบริษัทจำหน่ายไฟฟ้าที่เป็นของรัฐ รองรับการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้บริโภคประเภทที่อยู่อาศัย 77% ผู้ใช้ไฟเชิงพาณิชย์ 11% ผู้ใช้ไฟกลุ่มเกษตรกรรม 10% และกลุ่มอุตสาหกรรม 2%

ผู้บริหาร GPSC และคณะ
“อินเดียเคยเป็นประเทศที่ขาดแคลนไฟฟ้า แต่ด้วยนโยบายสนับสนุนการผลิตและภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามาก ปัจจุบันจึงไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะพัฒนามากขึ้นด้วย จากการเร่งเพิ่มกำลังการผลิต การขาดแคลนไฟฟ้าที่เคยถึงจุดสูงสุด 12.7% ในปี 2553 ได้ลดลงมาอยู่ที่ 4% ในปีงบประมาณ 2566 และตั้งเป้าหมายการขาดแคลนไฟฟ้าลดลงเป็นศูนย์ในอนาคตอันใกล้”
เป็นข้อพิสูจน์ว่าพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นพลังงานหลักในระยะยาว
พรพิมล แย้มประชา