ตามไทม์ไลน์ ของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน หรือ ‘เศรษฐา 1’
ภายหลังการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อ 1 ก.ย.แล้วนั้น รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบาย 8 ก.ย. จากนั้น 12 ก.ย.จะเป็นการประชุมครม.นัดแรก
ท่ามกลางการเดินหน้าบริหาร ก็มีเสียงวิจารณ์โฉมหน้ารัฐมนตรี โครงการต่างๆ รวมถึงมีประเด็นร้อนที่รอท้าทาย
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์
รัฐบาลชุดนี้จะมีเรื่องท้าทายอยู่ 2 เรื่อง 1. เรื่อง การเมือง หมายความว่าต้องบริหารให้เกิดดุลยภาพ เพราะในเรื่องเอกภาพจะมีเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ความมีดุลยภาพทะเลาะเบาะแว้งอย่างไรก็ยังอยู่ด้วยกัน และ 2.ความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ
การจัดสรรตำแหน่งมีดุลยภาพพอสมควร เพราะมี 3 กลุ่ม 1.ครอบครัวเพื่อไทย เพื่อไทยมีคนหลายกลุ่มจึงไม่ได้เป็นเอกภาพ แม้มีเสียงไม่พอใจแต่ก็บริหารใช้ได้ เช่น กระทรวงกลาโหมพอมีชื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสื้อแดงอีสานไม่พอใจก็เปลี่ยนทันที ถือว่าบริหารลงตัวในระดับหนึ่ง
2. พรรคร่วมรัฐบาลไม่ค่อยมีประเด็นปะทะกัน จะมีก็แต่ภายในแต่ละพรรค และ 3.ประชาชนไม่ได้ออกมาร้องยี้ แม้จะมีการวิเคราะห์วิจารณ์ไม่พอใจบ้าง
ส่วนการบริหารทางการเมือง นายเศรษฐา ลอยมาโดยไม่มีฐานการเมืองฉะนั้นต้องแสดงฝีมือ อันแรกต้องเป็นนายกฯ ขาไม่ลอย ถ้าเป็น ขาลอยไม่มีกระทรวง เก่งแค่ไหนแต่แสดงฝีมือไม่ได้ ฉะนั้นยุทธศาสตร์ของเขาฉลาดที่นั่งควบกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังคุม ทุกพรรค
และอุดช่องว่างด้วยการเอาปลัดกระทรวงการคลังมาเป็นรมช.คลัง แม้เป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่รมช.อย่างไรก็อยู่เรือลำเดียว กับ รมว.
ระหว่างมหาดไทยกับกระทรวงด้าน เศรษฐกิจ คิดว่าเศรษฐกิจสำคัญกว่าเพราะถ้าทำดีได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเยอะ มหาดไทยใกล้ชาวบ้านมากกว่าแต่ปัจจัยสำคัญที่สุดกับประชาชนเกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อไทยจึงเลือกคุมกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ทั้งพาณิชย์ คมนาคม ดีอีเอส ท่องเที่ยว
แม้กระทรวงพลังงานจะให้รวมไทยสร้างชาติ กระทรวงเกษตรฯให้ พลังประชารัฐก็ไม่เป็นไร เพราะเพื่อไทยส่งรมช.ไปนั่ง โดยที่มีกระทรวงการคลังเป็นตัวเปิดปิดก๊อก
ส่วนกระทรวงกลาโหมที่เป็นนายสุทิน คลังแสง เพื่อไทยอาจมีนโยบายปฏิรูปกองทัพ เกณฑ์ทหาร แต่ไม่ได้คุมเนื้อใน เท่ากับกองทัพยังมีอำนาจถ่วงดุลได้ถือเป็นการประนีประนอม และการให้นายสุทินคุมก็เอาใจคนเพื่อไทยและคน เสื้อแดงด้วย จึงมีดุลยภาพ
ถ้าบริหารเศรษฐกิจปีนี้กับปีหน้าดีคะแนนเสียงจะเพิ่ม เป็นเหตุผลที่เพื่อไทยใช้ยุทธศาสตร์เน้นภารกิจการกระตุ้นเศรษฐกิจและโอกาส ฟื้นตัวเร็วก็ทำได้ง่าย เพราะเศรษฐกิจแย่ตอนนี้ซึ่งเป็นบวกสำหรับเพื่อไทย เพราะถ้าทำให้ขึ้นมาจะเห็นภาพชัด
เพียงต้องระวังปัญหาที่ท้าทาย 1.ปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียน ต้องพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ขยายตัวเฉลี่ย 4-5 เปอร์เซ็นต์ 2.ปรับโครงสร้างการแข่งขัน
3. ปรับความแตกต่างระหว่างรวยกับจน ตอนนี้หนี้ครัวเรือน 14 ล้านล้านบาท หรือ 91 เปอร์เซ็นต์ ต้องระวังจะกลายพันธุ์จากปัญหาสังคมมาเป็นปัญหาการเมืองได้ 4.ประกาศจัดวางให้ไทยมีบทบาทในเวทีโลก
และ 5.น่ากลัวสำหรับรัฐบาลผสม 11 พรรค ไม่ใช่แค่นโยบายเงินดิจิทัล แต่เพราะยังมีนโยบายลด แลก แจก แถมอีกมาก การกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าให้บานปลายจนเกิดปัญหาเสถียรภาพทางการคลัง
ดูยุทธศาสตร์แก้ปัญหาระยะสั้นคิดว่าทำได้ สัญญาณเริ่มต้นให้คะแนน 60-70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ต้องดูว่าจะมีโรคแทรกซ้อนขนาดไหน

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ผอ.หลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า
จุดแข็งของรัฐบาลใหม่เท่าที่สรรหามาได้ คือมีนโยบายบางอย่างที่ใช้หาเสียง ถ้านำมาปฏิบัติอาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ นายเศรษฐาดูเหมือนเป็นที่ยอมรับของ นักธุรกิจระดับสูง
ส่วนจุดอ่อนนั้นนายเศรษฐาได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจระดับสูงทำให้ทิศทางนโยบายของเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคแกนนำ มีแนวโน้มสนับสนุนกลุ่มธุรกิจระดับสูงและทอดทิ้งมวลชนระดับล่าง ดูจากกระทรวงที่เลือก คมนาคมเกี่ยวข้องกับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ กลุ่มทุนก็จะได้รับประโยชน์ การสร้างถนน รถไฟฟ้า คนได้ประโยชน์จะเป็นชนชั้นกลางและระดับสูง
กระทรวงพาณิชย์หลักสำคัญคือต้องการกระตุ้นการส่งออกนำเข้า กลุ่มธุรกิจหลักก็เป็นผู้ส่งออกที่มีทุนทรัพย์มหาศาลที่จะได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลก็คล้ายคลึงกัน
ขณะที่กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจ และทางสังคมระดับฐานรากไม่ให้ความสำคัญเท่าไรนัก เห็นได้จากการไม่พยายามช่วงชิงกระทรวงแรงงาน ทั้งที่พรรคเพื่อไทยมีนโยบายสำคัญคือการขึ้นค่าแรงเป็น 600 บาทในปี 70 รวมถึงกระทรวงมหาดไทย
ไม่ได้ดูแลกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกรนับ 10 ล้านคน อาจทำให้นโยบายสำคัญทางด้านเกษตรไม่ได้รับการปฏิบัติ เช่น พักหนี้เกษตรกร ที่ดินเกษตรกร
กระทรวงพลังงานก็อยู่ในมือรวมไทยสร้างชาติ ที่บอกจะลดค่าไฟ ค่าน้ำมันจึงไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ เหล่านี้คือปมปัญหาใหญ่ เป็นจุดอ่อนหลักที่จะทำให้นโยบายของพรรคเพื่อไทยหลายอย่างไม่สามารถ ขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่นเท่าที่ควร
ครั้นอ้างว่านายกฯ คุมกระทรวงการคลังใครไม่ทำงานก็จะไม่ให้งบประมาณ เหตุผลนั้นดูจะตื้นเขินเกินไปโดยเฉพาะเป็นรัฐบาลผสมแบบเปราะบาง และการมีรัฐบาลผสมหลายพรรคก็เป็นจุดอ่อนหนึ่งทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร ทั้งเรื่องงบประมาณ ช่วงชิงความนิยม
แล้วตัวนายเศรษฐาก็ถือว่ามีจุดอ่อน 1.กรณีพูดก่อนเลือกตั้งอย่างหนึ่ง พูดหลังเลือกตั้งอย่างหนึ่ง จะเป็นปมจริยธรรมทางการเมืองที่ถูกขุดคุ้ยต่อเนื่อง 2.จริยธรรมการทำธุรกิจ ที่ถูกยื่นไปยังป.ป.ช. 3.นายกฯขาลอย ครม.ชุดนี้แทบไม่มีใครที่นายเศรษฐาเลือกด้วยตัวเอง แต่มาตามบ้านใหญ่ กลุ่มทุน
ยังอาจมีปัจจัยภายนอก เช่น การแก้รัฐธรรมนูญที่เชื่อว่าจะเป็นปมสำคัญกระหน่ำรัฐบาล และกรณีรัฐมนตรีหลายคนมีเรื่องอื้อฉาวจึงต้องสร้างผลงาน แต่หาไม่ค่อยเจอคนที่มีความเชี่ยวชาญในกระทรวงที่ตัวเองสังกัด
นโยบายเรือธงเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่บอกว่าจะทำภายในปี 67 ก็ต้องรอก่อน นโยบาย 100 วันแรกก็ยัง ไม่ชัด ค่าน้ำมันไม่รู้ว่าจะลดได้อย่างไรนอกจากลดการเก็บภาษีสรรพสามิตซึ่งจะทำให้รายได้ของรัฐลดลงไปอีก
ค่าไฟตอนนี้ปรับค่าเอฟทีลงทำให้ค่าไฟลด 25 สตางค์ ที่เพื่อไทยบอกจะลดค่าไฟก็ต้องทำให้ลดลงได้มากกว่า 25 สตางค์ต่อหน่วย ค่าแรงก็ยังขึ้นไม่ได้เพราะภาคอุตสาหกรรมค้านพอสมควร เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ก็คงยากเพราะใช้งบจำนวนมาก และการขึ้นเงินเดือนต้องขึ้นทั้งระบบ
เหล่านี้คือปมปัญหา ผลงานที่จะทำให้ได้ในระยะสั้นๆ 3-6 เดือน จึงมีโอกาสสูงไม่น้อยที่จะไม่ประสบความสำเร็จ
อนุสรณ์ ธรรมใจ
ประธานกก.บห.สถาบันปรีดี พนมยงค์
แม้การมีรมว.คลังแยกตำแหน่งเดียวจะดีกว่าให้นายกฯ นั่งควบ เพราะ นายกฯจะมีเวลาดูภาพรวมทุกปัญหาได้มากขึ้น แต่การที่นายเศรษฐานั่งควบรมว.คลัง ก็ถือว่าดี จะได้ผลักดันนโยบายได้เต็มที่
และที่พรรคเพื่อไทยได้คุมกระทรวงด้านเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องดีจะได้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เต็มที่ เพราะกระทรวงเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ต้องประสานงานจึงจะทำให้บรรลุ เป้าหมายได้
นายสุทิน คลังแสง นั่งคุมกลาโหมก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะมีทีมช่วยสนับสนุน อาทิ พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็นต้น
และหากรัฐมนตรีมีความสามารถในการตัดสินใจก็จะทำหน้าที่ได้ นายสุทินมาจากการเลือกตั้งของประชาชน นำความต้องการของประชาชนมาปฏิรูปกองทัพหรือพัฒนากองทัพร่วมกับผู้นำทหารได้
หลังการรัฐประหาร 2557 นายสุทินเคยเข้าค่ายปรับทัศนคติก็จะรู้ดีว่าควรทำอย่างไรให้กองทัพเป็นทหารอาชีพ หากการทำงานให้เกียรติต่อนายทหารอาชีพและมุ่งประโยชน์ ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร
ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ที่มีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรมว. ก็ต้องดูผลงาน และต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น หากได้ผู้บริหารที่เหมาะสมจะสามารถดูแลเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมของประเทศให้เข้มแข็งได้
ขณะที่การลงทุนทางด้านการศึกษา วิจัย นวัตกรรม จะเพิ่มผลิตภาพให้ภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลใหม่ควรเพิ่มเงินให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทำให้ครอบครัวรายได้น้อยเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา จะเป็นการแก้ความยากจนข้ามรุ่นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ดีกว่ามาตรการประชานิยม
ส่วนมหาดไทยที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น คนคุม ที่มีการประเมินว่าพรรคเพื่อไทยขาดทุนนั้นสามารถแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีไปช่วยงานได้ การ เดินหน้าดูแลสวัสดิการให้ประชาชนภารกิจไม่ได้อยู่ที่มหาดไทยกระทรวงเดียว ต้องบูรณาการทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน
นโยบายประชานิยมแบบแจกเงินไม่มีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ และจะนำไปสู่กับดักประชานิยม ยกเลิกยากและทำให้ประชาชนและสังคมอ่อนแอลงในระยะยาว
ส่วนที่รัฐมนตรีบางรายมีภาพด้านลบจะเป็นอุปสรรคพอสมควร เพราะความเชื่อมั่นต่ำอาจทำให้ความร่วมมือต่ำไปด้วย แต่หากไม่มีทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ยังไม่เป็นอุปสรรคใหญ่โตนัก คนที่ภาพลักษณ์ ไม่ดีก็ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน