อังคารที่ 5 ก.ย.นี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม.เศรษฐา 1 ไป เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา

จากนั้น 6 ก.ย. มีการประชุมครม.นัดพิเศษ ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่คาดจะเป็นวันที่ 11 ก.ย. จึงถือว่าขั้นตอนทุกอย่างสมบูรณ์ เป็นการนับหนึ่งการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่

แต่กว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มทำงาน แม้การดำเนินการจะอยู่ในกรอบเวลาตามกฎหมาย แต่กว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร ระหว่างทางเต็มไปด้วยปัญหาอุปสรรคและการพลิกผัน ซึ่งมีไทม์ไลน์ของสถานการณ์ที่สำคัญ ดังนี้

การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พ.ค.2566 พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งแบบเหนือความคาดหมาย กวาดสส. 151 คน พรรคเพื่อไทยมาอันดับสอง 141 คน ในฐานะพรรคอันดับ 1 พรรคก้าวไกลได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาล

พรรคก้าวไกลพยายามเดินหน้าตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงจาก 8 พรรค 312 เสียง ประกอบด้วยพรรคร่วม เพื่อไทย ประชาชาติ ไทยสร้างไทย เพื่อไทรวมพลัง เสรีรวมไทย เป็นธรรม และพลังสังคมใหม่ โดยมีการจัดทำเอ็มโอยู

แต่การโหวตของที่ประชุมร่วมรัฐสภา 13 ก.ค. เสียงหนุนจากสว.เพียง 13 เสียง ทำให้เสียงรวมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ต่อมา 19 ก.ค.โหวตนายกฯรอบ 2 นายพิธาต้องบอกลาสภากลางคัน เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สส.ชั่วคราวจากปม ‘หุ้นไอทีวี’ ก่อนที่สภาจะมีมติว่าการเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯซ้ำ กระทำไม่ได้ โดยอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อที่ 41

ก้าวไกลจึงประกาศถอยเพื่อเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยรับไม้ต่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แสวงหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม นำมาสู่กรณีพรรคเพื่อไทยเชื้อเชิญแกนนำพรรคต่างขั้วมาหารือยังที่ทำการพรรค ซึ่งเกือบทุกพรรคประกาศชัดไม่แตะมาตรา 112 ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล

กระทั่งวันที่ 2 ส.ค. พรรคเพื่อไทยแถลงถอนตัวจากเอ็มโอยู 8 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน เป็น แคนดิเดตนายกฯ โดยไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 และไม่มีพรรค ก้าวไกลร่วมรัฐบาล

พร้อมคำประกาศผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาติ โดยจะนำหารือในครม.นัดแรก รวมทั้งผลักดันนโยบายสุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม ปฏิรูปทหาร ยกเลิกทุนผูกขาด

ไม่ถึงสัปดาห์ ในวันที่ 7 ส.ค. พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยร่วมกันแถลงจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเสียงตั้งต้น 212 เสียง ยึดวาระของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย นำความปรองดองสมานฉันท์กลับคืน พร้อมย้ำเร่งแก้รัฐธรรมนูญ จะมีมติให้ทำประชามติตั้งแต่ครม.นัดแรก

พร้อมกับเชิญชวน สส. สว.ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ร่วมโหวตสนับสนุนนายเศรษฐา เพื่อผ่าทางตันให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ และยืนยันไม่มี 2 ลุงเข้าร่วม ก่อนที่ต่อมาทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรค รวมไทยสร้างชาติ จะประกาศเทเสียงสส.พร้อมโหวตหนุน

21 ส.ค. พรรคเพื่อไทยพร้อมแกนนำ 10 พรรค ร่วมกันแถลงจัดตั้ง “รัฐบาลสลายขั้ว” 11 พรรค 314 เสียง ประกอบด้วย เพื่อไทย, ภูมิใจไทย, พลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ, ชาติไทยพัฒนา, ประชาชาติ, ชาติพัฒนากล้า, เพื่อไทรวมพลัง, เสรีรวมไทย, พลังสังคมใหม่, ท้องที่ไทย และพรรคใหม่ แถลงย้ำรัฐบาลใหม่ไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 และไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล

รุ่งขึ้นวันที่ 22 ส.ค. การโหวตนายกฯรอบสาม นายเศรษฐาได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา ด้วยมติ 482 ต่อ 165 งดออกเสียง 81 เสียง ในจำนวนเสียงสนับสนุนเป็นเสียงจาก สว. 152 เสียง และสส.พรรคประชาธิปัตย์ 16 เสียง ที่แหกมติพรรคมาโหวตให้

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายเศรษฐา เป็นนายกฯคนที่ 30 ในวันเดียวกัน ก่อนที่เย็น วันที่ 23 ส.ค.จะมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

เมื่อได้นายกฯ พรรคเพื่อไทยเร่งเดินหน้าเจรจาจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ท่ามกลางสารพัดโผที่หลุดออกมา ก่อนจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมฯ แต่งตั้งครม.ใหม่ ในที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา

เมื่อนับจากวันที่ 2 ส.ค. ที่พรรคเพื่อไทย ประกาศตัวเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาลจนถึงการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ 1 ก.ย. เพื่อไทยใช้เวลา 1 เดือนในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน