ครบ 1 ทศวรรษของการร่วมทุนกัน ระหว่าง บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของไทย กับ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) จากประเทศญี่ปุ่น ที่นอกจากจะมีรากฐานในอุตสาหกรรมมากว่า 130 ปีแล้ว ยังมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกมาไม่น้อยกว่า 50 ปี

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งความร่วมมือทางธุรกิจของ 2 พันธมิตร ยังคงเดินหน้าความร่วมมือภายใต้แผนโรดแม็ป “FROM STRENGTH TO STRENGTH” เพื่อขับเคลื่อนการร่วมทุนที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

พร้อมขยายการลงทุนพัฒนาคอนโดมิเนียมในไทยเต็มสูบ รองรับการฟื้นตัวของตลาดคอนโดฯ แนวรถไฟฟ้าใจกลางเมือง ที่ยังคงมี แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยผสานจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญและถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกัน เพื่อยกระดับคุณภาพการพัฒนา คอนโดฯ ระดับกลาง-บน ในไทยให้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

โดย นายอะซึชิ นากาจิมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร มิตซูบิชิ เอสเตท กล่าวว่า ตลอดเวลา 10 ปี ของความร่วมมือ ได้พัฒนาความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความเชื่อมั่นต่อเอพี ไทยแลนด์ ด้านองค์ความรู้ในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจผ่านมุมมองระยะยาว

ทั้งนี้ บริษัทยังมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณูปการให้กับธุรกิจร่วมทุนและต่อสังคมไทย ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญของบริษัทจากญี่ปุ่น พร้อมกับการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม

นายอะซึชิกล่าวด้วยว่า มิตซูบิชิ เอสเตท ได้เข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เริ่มต้นที่ประเทศสหรัฐ และยุโรป ถึงวันนี้ได้ขยายไปในหลายประเทศทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชีย โดยมีไทยเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโต อีกทั้งยังเอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ รวมไปถึงการได้ร่วมมือกับเอพี ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

“ปัจจุบันประเทศไทยมีการร่วมทุนระหว่างบริษัทคนไทยและบริษัทญี่ปุ่นอยู่จำนวนมากในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ แต่กิจการร่วมทุนระหว่าง มิตซูบิชิ เอสเตท กับเอพี ไทยแลนด์ เป็นความร่วมมือในการทำงานเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แผนลงทุนร่วมกันในระยะยาว ต่างจากบริษัทร่วมทุนทั่วไปที่จะเห็นได้ว่าทำงานจบเป็นโครงการไป ทำให้ทั้ง 2 บริษัท ปัจจุบันมีคอนโดฯ ที่ร่วมทุนกันพัฒนาทั้งหมด 24 โครงการ รวมกว่า 23,500 ยูนิต”

ขณะที่ นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสำเร็จและการร่วมมือกันทางธุรกิจของมิตซูบิชิ เอสเตท และเอพี ไทยแลนด์ ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นไมล์สโตนสำคัญ ที่สะท้อนให้เห็นความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในแง่ความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนศักยภาพการเจริญเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ ของไทย ที่เทียบเคียงนานาประเทศ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นปีเริ่มต้นธุรกิจร่วมทุน สิ่งหนึ่งที่ทั้ง 2 บริษัทมองในทิศทางเดียวกันคือ การมองหาพันธมิตรที่พร้อมจะขับเคลื่อนและผลักดันธุรกิจให้เติบโตได้ในระยะยาว

โดยมิตซูบิชิ เอสเตท และเอพี ไทยแลนด์ มีรูปแบบการร่วมทุนที่พิเศษและแตกต่างไปจากบริษัทร่วมทุนอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ด้วยการวางโรดแม็ปเพื่อผลักดันความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจร่วมทุนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมและยั่งยืน พร้อมจัดตั้งบริษัท พรีเมี่ยมเรสซิเดนซ์ จำกัด เพื่อทำหน้าที่เป็นบริษัทหลักสำหรับการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในประเทศไทยในระยะยาว

“ตลอด 10 ปี กับ 24 โครงการ มูลค่ากว่า 116,000 ล้านบาท ที่พัฒนาร่วมกันก่อให้เกิดการจ้างงานกับคู่ค้ามากกว่า 100 บริษัท ประการสำคัญที่พิเศษยิ่งขึ้นก็คือ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย จากพันธมิตรญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย และผลพวงจากการร่วมทุนกันแบบระยะยาว ทำให้มีส่วนร่วมในการแบ่งปันองค์ความรู้เฉพาะทาง กลับคืนสู่สังคม”

นายอนุพงษ์กล่าวและว่า การก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ยอมรับว่ายากกว่าทศวรรษแรก แต่ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 12,600 ล้านบาท ทำให้การร่วมทุนของทั้ง 2 บริษัท ยังสามารถขยายการลงทุนพัฒนาโครงการคอนโดฯ ได้อีกจำนวนมาก โดยที่ทางญี่ปุ่นยังต้องการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นายยูจิ โอกาโมโต กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท (ประเทศไทย) จำกัด ยังกล่าวถึงมุมมองต่อความมั่นใจในการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง ว่า เศรษฐกิจประเทศไทยยังมีการเติบโต ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีคนย้ายถิ่นฐานจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ทำให้มองว่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ยังมีความต้องการมากขึ้น โดยที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นรายอื่นก็คงมองเห็นในทิศทางเดียวกัน ทำให้มีหลายๆ บริษัทในญี่ปุ่นได้ขยายการร่วมทุนกับบริษัทคนไทย นอกจากนี้ สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย มองว่าตลาดหลังจากนี้จะกลับมาโตขึ้นอีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือระหว่างมิตซูบิชิ เอสเตท กับ เอพี ไทยแลนด์ หลังจากนี้จะเข้มข้นมากขึ้นไปอีก ทั้งในแง่การถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกัน ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมา 30 ปีแล้ว

โดยที่ทางมิตซูบิชิ ญี่ปุ่น มีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุด้วย ซึ่งมองว่าสามารถนำไปต่อยอดที่ประเทศไทยได้ ดังนั้นจากนี้ไปคงไม่ได้ทำเพียงธุรกิจที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่จะมองถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และอุปกรณ์ต่างๆ

น.ส.กมลทิพย์ บำรุงชาติอุดม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาระหว่างเอพี และมิตซู เอสเตท มีเจตนารมณ์ที่จะแบ่งปันองค์ความรู้ที่เป็นจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัท ในการพัฒนาและยกระดับการทำงานและการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ ภายใต้ 5 มิติ

1. คุณภาพ โดยมีคู่มือควบคุมและตรวจสอบคุณภาพคอนโดมิเนียมก่อนส่งมอบให้ลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าให้ได้คอนโดฯ ที่ได้มาตรฐานที่บริษัทกำหนดไว้ร่วมกัน 2. Space optimization แนวคิดการใช้พื้นที่ที่คุ้มค่าในทุกตร.ม. 3. การออกแบบเพื่อที่จะเปิดรับวิวในองศาที่กว้างกว่าคอนโดฯ ทั่วๆ ไป และนวัตกรรมการออกแบบโถงทางเดินในแต่ละชั้นที่มีการเพิ่มการระบายอากาศ

4. การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานในการใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดมิเนียม และการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิต และ 5. Better Future for All ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดของโครงการ ซึ่งพัฒนาเพื่อให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกับกล่าวเสริมด้วยว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาคอนโดฯ สำหรับผู้สูงอายุอย่างจริงจัง โดยยังตอบไม่ได้ว่าจะเปิดตัวในปี 2567 ทันหรือไม่ แต่ที่แน่นอนแล้วคือ คอนโดฯ ที่สามารถเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ พร้อมแล้วที่จะเปิดการขายในปีหน้า เบื้องต้นจะเป็นคอนโดฯ โลว์ไรส์ (ไม่เกิน 8 ชั้น) โดยการพัฒนาโครงการยังคงอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด

ขณะที่ นายพิเชษฐ วิภวศุภกร กรรมการผู้อำนวยการ เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า ด้วยแนวโน้มผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะคู่ชีวิตที่มีรายได้สูงแต่ไม่มีลูก รวมถึงคนเป็นโสดมากขึ้น ทำให้มีการเลี้ยงสัตว์เป็นลูก จึงเห็นความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่ต้องการคอนโดฯ ที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้

สำหรับแผนธุรกิจช่วงครึ่งหลังปีนี้ จะมี 2 โครงการร่วมทุนแห่งปี ประกอบด้วยโครงการดิแอดเดรส สยาม-ราชเทวี โครงการระดับ เพรสทีจ-ลักซ์ มูลค่า 8,600 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 8.29 ล้านบาท จะเปิดโอนกรรมสิทธิ์พร้อมเข้าอยู่ พร้อมเปิดให้ชมห้องตัวอย่าง ในวันที่ 26-27 ส.ค.นี้

ส่วนอีกหนึ่งโครงการที่จะเป็นไฮไลต์แห่งปี คือ การเปิดขายโครงการริทึ่ม เจริญนคร ไอคอนิค บนที่ดิน 4 ไร่ ริมถนนเจริญนคร ตรงข้ามไอคอนสยาม มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท ในราคา 7.7 ล้านบาท หรือราคาต่อตร.ม. เริ่มต้นที่ 175,000 บาท ซึ่งจะเปิดขายในกลางเดือนพ.ย.ปีนี้

อย่างไรก็ดี จากความสามารถปิดการขายได้แล้ว 13 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 60,650 ล้านบาท และอีก 11 โครงการ อยู่ระหว่างการพัฒนาและการขาย รวมมูลค่า 55,650 ล้านบาท

ถือเป็นบทพิสูจน์ความตั้งใจของทั้ง 2 บริษัท

วิภา สุนันท์สถาพร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน