จบไปแล้วสำหรับ “งานมติชนเปิดโกดังหนังสือการเมือง” และ “นิธิทรรศกาล” ได้รับความสนใจจากนักอ่าน นักเขียน ตลอดจนนักการเมืองรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก
คึกคักตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.เปิดยันวันที่ 3 ก.ย.วันปิด
ที่ได้รับความสนใจและกล่าวขวัญถึง ได้แก่ เวที Charnvit’s Talk : นิธิในทรงจำ โดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดำเนินรายการโดยผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ
บรรยากาศอบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นด้วยผู้เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก พร้อมด้วยนักเขียนนักวิชาการหลายคนที่มาร่วมเล่าเรื่องราวความทรงจำและมุมมองต่อศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในแง่มุมและประสบการณ์ของตนที่ผ่านมา

แรกเริ่มรู้จัก“นิธิ เอียวศรีวงศ์”
อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ ได้ชวนตั้งต้นคำถามถึงอาจารย์ชาญวิทย์ว่า “แรกเริ่ม” อาจารย์ชาญวิทย์รู้จักอาจารย์นิธิได้อย่างไร
“ผมนั่งดูนิทรรศการที่มติชนจัดและไล่ดูหนังสือที่อาจารย์นิธิเขียนจำนวนมากมหาศาล ผมคิดว่าผมเริ่มรู้จักอาจารย์นิธิในทศวรรษ 1960 ยุคที่มีวารสารสังคมศาสตร์ที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ ผมได้เห็นบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในนั้น ซึ่งจำได้ว่าบทความแรกที่ผมเห็นนั้นคือบทความเกี่ยวกับกรมพระยาดํารงราชานุภาพ”
อาจารย์ชาญวิทย์เล่าว่า ตอนนั้นตนยังไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์เท่าไร เนื่องจากเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ และมีความรู้สึกเช่นกันกับหลายๆ คนว่า ‘history is boring’ แต่เมื่อได้อ่านงานของอาจารย์นิธิชิ้นนั้น อาจารย์ชาญวิทย์กล่าวว่า “รู้สึกสะดุดทันที” กล่าวคืองานอาจารย์นิธิได้ทำให้เรื่องของประวัติศาสตร์เป็นเรื่องน่ารู้น่าศึกษา อย่างยิ่ง
นอกจากนี้อาจารย์ชาญวิทย์ยังไล่เรียงไทม์ไลน์ผลงานของอาจารย์นิธิในช่วงที่สำคัญๆ ตลอดจนเล่าถึงหนังสือเล่มสำคัญอย่าง “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” หนังสือที่คลี่ขยายเรื่องราวของพระเจ้ากรุงธนบุรีผู้ทรงเป็นมนุษย์ที่มีกิเลส ตัณหา และความสง่างามของการเสียสละอันรุ่งโรจน์ คละเคล้าปะปนกันในการกระทำเหมือนมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่อื่นๆ
โดยอาจารย์ชาญวิทย์กล่าวว่า “หนังสืออาจารย์นิธิเล่มนี้ทำให้ผมตาสว่าง”
อาจารย์ชาญวิทย์ยังได้กล่าวถึงการพบเจออาจารย์นิธิในครั้งแรกในงาน “สองศตวรรษรัตนโกสินทร์” ในปี 2525 ซึ่งอาจารย์นิธิมานำเสนองานในหลากประเด็น อาทิ การเมืองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งอาจารย์ชาญวิทย์มองว่าหลังจากนั้นอาจารย์นิธิได้ขึ้นมาเป็น นักประวัติศาสตร์ที่นำหน้าที่สุด
‘นิธิ’ที่‘ชาญวิทย์’รู้จัก
เมื่อพูดคุยไปถึงคำถามที่ว่าอาจารย์นิธิที่อาจารย์ชาญวิทย์รู้จักนั้นเป็นอย่างไร อาจารย์ชาญวิทย์ก็ได้ให้คำตอบอย่างน่าสนใจว่า
“อาจารย์นิธิเป็นนักประวัติศาสตร์ เป็นโมเดลของนักประวัติศาสตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญไทยศึกษา และผมว่าอาจารย์เป็นขบถ นอกจากนี้ผมขอนิยามอาจารย์นิธิว่าเป็น Impressionist ทางตัวอักษร คืออาจารย์ใช้ตัวอักษรทำให้เราเห็นมากกว่าที่ตาเราเห็น”
อาจารย์ชาญวิทย์ชี้ชวนให้เห็นว่าอาจารย์นิธิเป็นนักวิชาการที่ไม่ได้วาดภาพออกมาเป็นภาพ แต่ใช้ภาษาในการขยายความเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจและครอบคลุมเห็นภาพอย่างแจ่มชัด
ด้านอาจารย์อัครพงษ์ได้เสริมเพิ่มเติมว่าในส่วนของตนนั้นหากนึกถึงอาจารย์นิธิ จะนึกถึงคำถามที่ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม’ ซึ่งเป็นคำถามที่ชวนถามไปถึงความหมายโดยตรง ความหมายโดยนัยของ ‘ทหาร’ ในนิยามของสังคมไทยที่ฉายให้เห็นว่าอาจารย์นิธิพาไปตั้งคำถามต่างๆ ที่ลึกลงไปถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องนั้นๆ

ได้รู้จัก ‘นิธิ’ มากขึ้นจากอาจารย์เบน
“อาจารย์นิธิสนิทกับอาจารย์เบน (เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน) ทั้งคู่นับถือซึ่งกันและกันมากๆ และผมเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์เบน เรื่องของอาจารย์นิธิจึงถอดถ่ายมายังผมด้วย”
อาจารย์ชาญวิทย์ยังได้พูดคุยต่อถึงประสบการณ์ส่วนตัวของตนที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เบน (เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน) ซึ่งอาจารย์เบนสนิทสนมกับอาจารย์นิธิและพูดคุยแลกเปลี่ยนกันบ่อย ดังนั้นแล้วเรื่องเล่าเรื่องราวรวมถึงแนวคิดของอาจารย์นิธิจึงถอดถ่ายมาถึงอาจารย์ ชาญวิทย์ผ่านอาจารย์เบนนั่นเอง
นอกจากการพบเจอกันผ่านแนวคิดและเส้นทางการศึกษา พบกันในโอกาสต่างๆ แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน อาจารย์ชาญวิทย์ยังทิ้งท้ายถึงการพบเจอกันในช่วงสุดท้ายของชีวิตอาจารย์นิธิว่าตอนอาจารย์นิธิป่วย อาจารย์ชาญวิทย์ไปหาอาจารย์นิธิบ่อยๆ อาจารย์นิธิพูดถึงสังคมไทยในวันนี้ว่า “ผมอาจจะไม่ได้อยู่เห็น แต่ผมดีใจที่การเปลี่ยนแปลงเดินทางมาถึงแล้ว”
‘ผาสุก-คริส’แลกเปลี่ยนถึง‘นิธิ’
ในช่วงท้ายอาจารย์อัครพงษ์ได้ชวนผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนกันถึง “นิธิในทรงจำ” โดยอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร และอาจารย์คริส เบเคอร์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนด้วย
“ผมมีโอกาสไปแปลงานอาจารย์นิธิบ้าง ผมแปลรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ซึ่งเป็นบทความที่มีชื่อเสียงมากๆ และแปลปากไก่และ ใบเรือเป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์เบนเป็นคนแรกที่อยากแปล “ปากไก่และใบเรือ” เป็นภาษาอังกฤษ แต่ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดทำให้โครงการนั้นไม่สำเร็จ แต่ผมกับอาจารย์ผาสุกได้มาทำให้สำเร็จทีหลัง” อาจารย์คริส เบเคอร์ เล่าถึงประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับผลงานของอาจารย์นิธิที่อยู่ในความทรงจำของตน
ทางด้านอาจารย์ผาสุกได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่ออาจารย์นิธิว่า
“ดิฉันรู้สึกเสียใจมากที่อาจารย์จากเราไป ท่านเป็นนักคิดนักเขียนที่พิเศษ อาจารย์สามารถพูดถึงเรื่องที่ในเมืองไทยพูดยาก แต่อาจารย์ทำให้มันง่ายและชัด นอกจากอาจารย์จะเป็นนักวิชาการแล้ว อาจารย์ยังเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ทำให้คนเล็กคนน้อยกลายเป็นคนที่ กล้าหาญ อาจารย์บอกว่าคนเล็กคนน้อยสามารถเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ แล้วเมื่อพวกเขาเขียนได้ พวกเขาจะยิ่งใหญ่”

ปิดด้วยคำถาม‘ทหารมีไว้ทำไม’
ช่วงท้ายอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ได้ชวนพูดคุยในประเด็นที่ น่าสนใจว่า “มรดก” สำคัญหนึ่งที่อาจารย์นิธิทิ้งท้ายไว้นั้นคือ “การตั้งคำถาม” อาจารย์สุรชาติกล่าวว่า
“สำหรับผมอาจารย์นิธิเป็นนักตั้งคำถามมากกว่าปัญญาชน”
อาจารย์สุรชาติยังกล่าวอีกว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” เป็นคำถามของอาจารย์นิธิที่เป็นมรดกสำคัญซึ่งทำให้เราตั้งคำถามกับสังคมไทยในอดีต ปัจจุบัน และวันข้างหน้าได้ต่อไป
อาจารย์อัครพงษ์เสริมต่อจากประเด็นนี้ว่านอกจากคำถามอย่าง “ทหารมีไว้ทำไม” แล้วอาจารย์นิธิยังทิ้งคำถามมากมายไว้กับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่าด้วยวัฒนธรรม การเมือง พิธีกรรม ชีวิต ประจำวัน ซึ่งทำให้เราต่อยอดประเด็นต่างๆ ได้อีกมากมาย
“แม้ว่าความตายได้พรากอาจารย์ไปจากเรา แต่อาจารย์นิธิยังอยู่กับเราพร้อมกับปัญญาที่ให้ไว้แก่สังคมเสมอ”
รับฟังเวทีเสวนาย้อนหลังได้ที่ https://fb.watch/mPZWw_ameP/