ฤดูร้อนญี่ปุ่นหนึ่งปีมี 2 เดือน กรกฎาคม-สิงหาคม แต่อากาศปีนี้ร้อนกว่าปีก่อนๆ และคาดการณ์ว่าฤดูร้อนของญี่ปุ่นในปีนี้จะอยู่ยาวถึงเดือนตุลาคม
การเดินทางครั้งนี้โดยการเชิญของ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ในโอกาสครบรอบ 10 ปี การร่วมทุนกับ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์จากประเทศญี่ปุ่น ที่ไปลงทุนทั่วโลก โดยวางงบลงทุนอสังหา ริมทรัพย์นอกพื้นที่ญี่ปุ่นในแต่ละปี 200,000-250,000 ล้านเยน หรือราว 5-6 หมื่นล้านบาท

วันแรกหลังออกจากสนามบินนาริตะ เรามุ่งตรงไปวัดอาซากุสะ ชื่อทางการคือ วัดเซนโซจิ ส่วนคนไทยน่าจะคุ้นกับชื่อ “วัดโคมแดง” เพราะมีสัญลักษณ์เป็นโคม สีแดงขนาดใหญ่ ทำให้จดจำวัดนี้ได้ดี ชื่อ วัดอาซากุสะ ก็เช่นกันเนื่องจากวัดอยู่ที่ ถนนอาซากุสะ คนก็เลยเรียกตามชื่อถนน คงจำง่ายดี

เพื่อนเตือนก่อนไปว่าให้พกร่มกับพัดลมมือถือติดกระเป๋าไป ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงๆ อุณหภูมิ 30-31 องศาของญี่ปุ่น ใครคิดว่าไม่เท่าไรหรอกเมืองไทยก็ประมาณนี้ แต่ไม่เลย แดดญี่ปุ่นแรงเอาเรื่องเลย สมแล้วที่เป็นแดนอาทิตย์อุทัย ฉะนั้นต้องมี 2 สิ่ง ในยามมาเที่ยวฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นคือร่ม กับพัดลมมือถือ
ก่อนเข้าไปสักการะพระพุทธรูปเจ้าแม่กวนอิมภายในวัด จะผ่านบริเวณที่ล้างมือเป็นประเพณี การเข้าวัดของญี่ปุ่นต้อง ล้างมือ เดิมทีก่อนเกิดโควิดจะมีกระบวยตักน้ำจากปากรูปปั้นมังกร ล้างมือซ้าย สลับล้างมือขวา นำน้ำลูบปาก และให้เหลือน้ำในกระบวยไว้เล็กน้อย เพื่อยกกระบวยขึ้นล้างด้ามจับ จากนั้นวางกลับเข้าที่ เป็นอันจบกระบวนการชำระล้างก่อนเข้าบริเวณวัด แต่หลังโควิดทางวัดได้เปลี่ยนมาใช้ท่อต่อตรงจากปากมังกรล้างมือได้เลยแบบไร้สัมผัสร่วมกัน

อากาศจะร้อนอย่างไรวัดนี้ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เราไม่ได้จุดธูปด้านหน้า แต่มุ่งตรงไปไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้านในเลย สิ่งที่ต้องเตรียมคือเหรียญ 5 เยน สำหรับโยนลงในกล่องซึ่งทุกวัดในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมี จากนั้นตบมือ 2 ครั้งและอธิษฐานขอพร
ทำไมต้องเหรียญ 5 เยน เพราะเหรียญ 5 เยน เป็นสีทองมีรูตรงกลาง ชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นมีเสียงพ้องกับคำว่าโชคชะตา คนญี่ปุ่นเลยนิยมนำมาใช้เพื่อให้การขอพรสมหวัง
เซียมซี เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้หากได้มา วัดนี้ วิธีการเซียมซีก็ต่างจากบ้านเรา ทางวัดจะมีก้านเซียมซีที่อัดแน่นในกระบอก จากนั้นเราอธิษฐานไปเขย่ากระบอกไปจนกว่าก้านเซียมซีจะโผล่ขึ้นจากรูเล็กๆ ของกระบอก แล้วจึงนำก้านเซียมซีที่มีตัวหนังสือญี่ปุ่นไปหยิบใบเสี่ยงทายซึ่งจะมีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ง่ายนิดเดียวเราก็ใช้ Google Translate เลย

ทริปนี้ถือเป็นการกลับไปญี่ปุ่นในรอบ 3 ปี โตเกียวมีแลนด์มาร์กใหม่ “ตึกชิบูย่า สแครมเบิ้ล สแควร์” ตึกที่สูงที่สุดใน ย่านชิบูย่าและแน่นอนตึกนี้ตั้งอยู่บริเวณ ห้าแยกชิบูย่า หนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงโตเกียวมาถึงตึกนี้เป้าหมายเราอยู่ที่ ชิบูย่า สกาย ด้วยลิฟต์ความเร็วสูง ด้านในลิฟต์ จะมืด เพื่อให้เราแหงนมองขึ้นไปมีจอแสดงกราฟิกล้ำๆ อยู่ด้านบน

ชิบูย่า สกาย จุดชมวิวที่ท็อปฟอร์มที่สุดในเวลานี้ สามารถชมวิวของโตเกียวอลังการดาวล้านดวงแบบ 360 องศา ถ้าอากาศดีอาจมองเห็นภูเขาไฟฟูจิและถ้ามองลงไป สามารถเก็บภาพผู้คนเดินข้ามทางม้าลายตรงห้าแยกชิบูย่า ในช่วงพีกๆ มีคนข้ามไปมาครั้งละ 1,000-2,500 คนเลยเชียว

ไฮไลต์สำคัญ SKY EDG มุมสามเหลี่ยมแคบ ซึ่งเป็นระเบียงชมวิวเปิดโล่ง ให้ผู้คนได้มาถ่ายรูปและถือเป็นสัญลักษณ์ของตึกนี้ บริเวณระเบียงโดยรอบของดาดฟ้าแห่งนี้ยังมีจุดนั่งชมวิว เปลตาข่ายให้นอนกลิ้งเล่น และอีกหลายสิ่ง แต่เพราะอากาศร้อนในช่วงบ่าย 3 ทำให้ที่ว่าทั้งหมดนี้ เราไม่ได้สัมผัสเลย เพราะกลัวเป็นลมแดด

พามาเดินย่านชินจูกุ แถวที่พักเรากัน ดีกว่ามีสีสันไม่แพ้กัน ย่านนี้เต็มไปด้วยศูนย์การค้า ทั้งทาคาชิมาย่า ลูมิเน่ เปเป้ รวมถึงร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คนไทยรู้จักดีอย่าง BicCamera ร้านขายสินค้าแฟชั่นก็มี มูจิ ที่โดดเด่นก็ ดองกิโฮเต้ ร้านขายสารพัดสินค้า บางอย่างถูกกว่าบางอย่างก็แพงกว่า ลองเดินเทียบกับร้านมัตซึโมโตะ คิโยชิ ร้านขายสินค้าสุขภาพ ความงาม ที่นี่มีหลายสาขา

ถ้าชอบดูแบรนด์เนมมือสอง ต้องร้านนี้เลย KOMEHYO เขามาเปิดสาขาที่เมืองไทยด้วย ว่ากันว่าร้านเบรนด์เนมมือสองที่มีทั่วญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นมีคนทำอาชีพบาร์โฮสต์ ซึ่งเป็นชายหนุ่มมาให้บริการสาวๆ เมื่อพึงพอใจกัน บาร์โฮสต์ก็ชวนพาไปซื้อของแบรนด์เนม เพื่อนำมาขายต่อในตลาดมือสอง


ย่านชิบูย่า ยังมีร้านขายรองเท้ากีฬา ABC Mart ร้านรองเท้าที่อยู่คู่คนญี่ปุ่นมา 40 ปี อายุน้อยลงมาหน่อยต้องเข้าร้าน Atmos (แอตมอส) ร้านขายรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นดังจากร้านขายรองเท้า สนีกเกอร์ ปัจจุบันเป็นแหล่งรวมรองเท้าแบรนด์ดังรุ่นลิมิเต็ดไว้มากมาย ต่างชาติอย่างเราซื้อ เขาจะงดเว้นภาษี (Tax Free) ให้ ที่นี่เราได้รองเท้าวิ่ง ON Running รุ่น Monster รุ่นยอดฮิตสำหรับสาวๆ ราคาถูกกว่าไทยเกือบ 20%


ร้านอาหารดังๆ ในชิบูย่า ก็มากมาย ที่เจ้าภาพพาเราไปกิน ก็ Rokkasen Yakiniku ร้านปิ้งย่างชื่อดังของญี่ปุ่น อีกวันไปที่ Kani Doraku ร้านอาหารที่มีแต่เมนูปู

คงเพราะเป็นหน้าร้อน เช้าเราสะดุ้งตื่นเพราะแดดลอดผ่านม่านอย่างจ้า แย่แล้วทำไมเขาบอกจะมีมอร์นิ่งคอลมาปลุก แต่พอดูนาฬิกาพระเจ้ายังไม่ตี 5 ดี จะหลับต่อก็ยากละ ชวนรูมเมตลงไปจ๊อกกิ้ง วิ่งๆ เดินๆ แถวที่พักดีกว่า วันแรกเรามีเวลาไม่มาก วิ่งหาสวน เจอสวนหย่อมก็ไม่เล็กนะ พอได้สูดโอโซน ยืดแข้ง ยืดขา แล้ววิ่งเลาะซอยเล็กซอยน้อยได้เห็นบ้านเรือนของคนโตเกียว

เช้าอีกวันเรานัดกันอีก วันนี้ต่างจากวันก่อน ได้เห็นวัยรุ่นญี่ปุ่นเดินตามฟุตปาธ บ้างก็เป็นกลุ่ม บ้างเป็นคู่ เดินคนเดียวก็มี แต่ล้วนแล้วหมดสภาพ เพราะวันนั้นเป็นวันแห่งภูเขา (11 สิงหาคม) เป็นวันขอบคุณพระคุณของภูเขาญี่ปุ่น เลยเดาว่าเมื่อคืนคงดื่มหนัก และไกด์เล่าว่า คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เที่ยวสถานบันเทิงแล้ว จะรอกลับเช้าเลยเพื่อนั่งรถไฟกลับบ้าน เพราะถ้านั่งแท็กซี่ช่วงดึกจะแพงมาก ทำให้ได้เห็นหลากหลายมุมมองของเมืองโตเกียว เมืองเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก

ที่สำคัญการออกแบบถนนหนทาง รองรับคนทุกคน ตามแนวคิด Inclusive Design ซึ่งทาง เอพี ไทยแลนด์ และ มิตซูบิชิ เอสเตท ได้นำแนวคิดนี้มาใช้ออกแบบคอนโดมิเนียมในไทยภายใต้ Inclusive Living เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงการใช้ชีวิตได้เท่ากันโดยไม่มีข้อจำกัดของร่างกาย
วิภา สุนันท์สถาพร