รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นคือพลิกฟื้นผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นแบบซีอีโอ
นโยบายนี้ นายทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นผู้นำมาใช้เป็นครั้งแรก โดยมอบอำนาจหน้าที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละพื้นที่สั่งการได้เองโดยตรง
ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และการบริหารจัดการที่เน้นการเอื้อประโยชน์เพื่อประชาชนใน ท่องถิ่นนั้นๆ เป็นสำคัญ โดยไม่ต้องรอการสั่งการจากส่วนกลาง
ถือเป็นการบริหารราชการแบบบูรณาการ ที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็มีประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน
เนื่องจากรูปแบบการบริการระบบผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น เป็นการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ที่มีส่วนกลางคือรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยคอยกำกับดูแลอีกชั้น
อำนาจการสั่งการต่างๆ จึงมีกฎหมายหลายฉบับไม่เอื้ออำนวยให้ดำเนินการมากนัก ผิดกับการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกผู้บริหารเอง อย่างเช่น เมืองพัทยา หรือกรุงเทพมหานคร
ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอที่รัฐบาลชุดนี้ ที่จะใช้เพื่อการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ ท้องถิ่น จึงต้องศึกษาข้อกฎหมายรวมถึงกฎระเบียบต่างๆ และถอดบทเรียนในอดีตให้ตกผลึก เพื่อนำมาปรับใช้ด้วย
อย่างไรก็ตาม โลกสมัยใหม่นั้นมีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดอย่างรวดเร็วมาก ระบบบริหารราชการเดิมๆ อาจไม่ทันการณ์ การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพจึงต้องดำเนินการ
เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอ เป็นการกระจายอำนาจ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานในแต่ละจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
ดังนั้น ต่อไปนี้การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด อาจจะไม่ใช่เฉพาะข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ที่ย้ายเวียนสลับตำแหน่งกันไปรับหน้าที่เป็นพ่อเมืองแบบเดิมๆ อีกแล้ว
การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการจากส่วนงานอื่น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเหมาะสมกับพื้นที่ไปรับตำแหน่งดังกล่าวจึงมีความจำเป็นและสำคัญเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ละเลยเรื่องธรรมาภิบาล ในการดูแลและให้โอกาสข้าราชการในหน่วยงานเดิมด้วย เพื่อให้การบริหารแบบบูรณาการนี้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง