รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินเสร็จสิ้น คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารประเทศเต็มตัว ต่อจากนี้การทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนควรไปในทิศทางใด เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนนั้น
ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่ง ในงานแถลงข่าวสองสื่อใหญ่ร่วมมือกันอีกครั้ง เพื่อทำโพล “มติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” ที่จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2566
ว่าการจัดทำโพลครั้งนี้คือ ปรากฏการณ์ของการทำให้เป็นจริยธรรมของสื่อ เป็นตัวอย่างของสื่ออื่นๆ ในประเทศ ที่ไม่เพียงแต่รายงานผลเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสะท้อน
ทำให้รัฐบาลรู้สึกว่า เขาทำงานอย่างมีความหมาย
ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ ได้กล่าวถึงทฤษฎีสื่อในการเป็น Mirror and Lamp คือ กระจกสะท้อน และไฟฉายนำทาง
โพล “เดลินิวส์ x มติชน : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” เป็นกระจกสะท้อนปัญหาจากประชาชน ที่ร่วมกันส่งเสียงบอกถึงปัญหาที่อยากให้รัฐบาล เร่งแก้ไขมากที่สุด ระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจ จากนั้นก็ฉายภาพให้เห็นแสงสว่างในสังคมไทย
“เราเป็น Mirror คือสะท้อนเสร็จเราก็นำไปฉาย ประดุจไฟฉายนำทาง (Lamp) สังคมเราไม่ต้องการ แสงสว่างปลายอุโมงค์ ต้องการแสงสว่างตอนนี้” ผศ.อัครพงษ์ระบุ
แม้ไม่ได้ทำวิธีสำรวจทางสถิติตามหลักวิชาการ แต่เป็นเสียงสะท้อนทางตรง ไม่ได้ถามว่า “อะไร” แต่ให้โจทย์ไปเพื่อให้เกิด active citizen ให้ผู้ตอบเป็นคนที่อยากตอบ มีความรู้สึกอินกับเรื่องนี้
ก่อนเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 สื่อเครือมติชนและเดลินิวส์ ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ ครั้งประวัติศาสตร์ผ่าน “มติชน X เดลินวิส์ โพล เลือกตั้ง 66” เปิดให้ประชาชนร่วมโหวตผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม
มีผู้เข้าร่วมโหวตมากกว่า 170,000 ราย ผลโพลสะท้อนฉันทามติในกลุ่มประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อย่างแม่นยำ
มาถึงวันนี้ วันที่รัฐบาลเศรษฐา เข้าบริหารประเทศเต็มรูปแบบ จึงได้เวลาสองสื่อใหญ่ชั้นนำของประเทศจับมือกันอีกครั้ง ทำโพล “มติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร”
ด้วยเหตุผลและจุดมุ่งหมาย ที่จะเป็น กระจก สะท้อนเสียงประชาชนส่งกลับไปยังรัฐบาล เป็นแสงฉายให้เห็นความคาดหวังที่แท้จริงของประชาชน ที่ต้องการให้รัฐบาลลงมือทำ และฝ่ายค้านติดตามตรวจสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็นมากขึ้น