การประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคก้าวไกล ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่มีนัยยะสำคัญ
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร จำเป็นต้องเป็นสส.ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ของพรรคฝ่ายค้าน ที่มีเสียงมากเป็นอันดับ 1
อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ยังให้บทบาทพิเศษกับผู้นำฝ่ายค้าน อีกหลายประการ
ได้แก่ 1.ผู้นำฝ่ายค้าน ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา (ประชุมลับ) เพื่อหารือร่วมกับ ครม. ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ (มาตรา 155)
2.ผู้นำฝ่ายค้าน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วมเพื่อวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใดเป็นกฎหมายปฏิรูป ตามรัฐธรรมนูญหมวด 16 การปฏิรูปประเทศหรือไม่ ในกรณีที่ครม. และสมาชิกรัฐสภา เห็นไม่ตรงกัน (มาตรา 270 วรรคสี่)
3.ผู้นำฝ่ายค้าน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (มาตรา 203, มาตรา 217)

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ขณะที่ตัวนายพิธาเอง ยังอยู่ภายใต้คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.
จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้จนกว่าจะมี คำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา
ขณะที่พรรคก้าวไกลจะต้องเดินหน้าการทำงานในฐานะ ‘ฝ่ายค้าน’ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การลาออกจากหัวหน้าพรรคก้าวไกลของ นายพิธาในครั้งนี้
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. ออกมาดักคอทันทีว่า เป็น ‘แผน’ ชั้นเซียนเหยียบเมฆ
โดยเตรียมขับ หมออ๋อง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก ออกจากพรรค เนื่องจากขัดขืนคำสั่งพรรคที่ให้ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา คนที่ 1
ด้วยรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ผู้นำฝ่ายค้านต้องไม่ได้มาจากพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภา รองประธานสภา
ก่อนจะนำไปสู่การ ‘ฝากเลี้ยง’ ไว้กับพรรคเป็นธรรม
โดยที่เสียงของพรรคฝ่ายค้านยังเท่าเดิม เพิ่มเติมคือมีทั้งเก้าอี้ ‘ผู้นำฝ่ายค้านและรองประธานสภา’

ธเนศวร์ เจริญเมือง
นายธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า การลาออกจากหัวหน้าพรรคก้าวไกลของนายพิธา เข้าใจว่าตอนแรกเขาคงคิดว่านายพิธาน่าจะอยู่ไม่นาน จากที่ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่สส. แล้วจะได้กลับมาอีก มาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่กลายเป็นว่านาน
พรรคก้าวไกลจึงคิดว่าน่าจะมีการสถาปนาพรรคฝ่ายค้านอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยมีผู้นำฝ่ายค้าน รวมถึงปรับปรุงระบบการทำงานของฝ่ายค้าน จึงต้องลาออกเพื่อให้คนอื่นมาแทน และทำหน้าที่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
ส่วนจะเป็นเกมว่า พรรคก้าวไกลต้องการตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และมีแผนขับนายปดิพัทธ์ออกจากพรรค เพื่อจะยังอยู่ในตำแหน่งรองประธานสภาคนที่หนึ่งต่อไปนั้น ในทางการเมืองมีการต่อสู้กันหลายแบบมาก แบบหนึ่งที่ประเทศทำมาแล้ว 2 ครั้งคือ ปี 62 กับปี 66 พรรคที่ได้คะแนนที่ 1 ไม่ได้เป็นรัฐบาล
ลีลาศรีธนญชัยแบบนี้ ทำให้อีกฝ่ายเขาคิดเหมือนกันว่า ถ้าขืนยอมรับ เราก็เสียหาย เพราะไม่มีโอกาสอะไรเลย เขาก็คิดว่าเขาทำอะไรได้เขาก็ทำ จึงไม่อยากเรียกคำว่าเกม เพราะเกมแปลว่าทำได้ทุกอย่างแม้แต่เรื่องไม่ถูกต้อง
ถ้าเขาเป็นรองประธานสภาแล้วทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ต่อสังคม เราก็ควรชื่นชม แต่ถ้าเป็นแล้วก่อกวน ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ไม่ทำประโยชน์อะไรเลย ไปกินตำแหน่งเฉยๆ ทำให้ บ้านเมืองมีปัญหาบางอย่าง ก็ไม่ถูกต้องเหมือนกัน
ส่วนพรรคก้าวไกลจะเอาผู้นำฝ่ายค้านก็จะไม่ได้รองประธานสภาคนที่ 1 หรือเอาไว้ทั้งสองตำแหน่ง ซึ่งคิดว่าเวลานี้ปัญหา ของประเทศเรา การเมืองมันลุ่มๆ ดอนๆ การที่มีคนรุ่นใหม่และหัวดีเข้าไปทำหน้าที่รองประธานสภา เขาอาจจะเปิดอะไรบางเรื่องได้ เช่น ที่เขาตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้งบเลี้ยงแขกมีเท่าไหร่ เอาไปทำอะไร หรือสส.มาสาย ควรจะเปิดเผยชื่อหรือไม่ มีกี่คน

ปดิพัทธ์ สันติภาดา
ถ้านายปดิพัทธ์ทำหน้าที่ได้ดี แต่ติดปัญหาพรรคที่สังกัด ก็ออกไปเลย ไปอยู่ที่ใหม่ ทำงานให้ดี เมื่อเรามีรองประธานสภาที่เข้มแข็ง มีมุมมองในการพิจารณาปัญหาดี คิดว่ายิ่งดีเลยเขาจะอยู่พรรคไหนก็เรื่องของเขา หรือนายปดิพัทธ์ก็ต้องพิจารณาตัวเอง ถ้าอยากทำอยู่ก็ต้องย้ายพรรค เพราะผู้นำฝ่ายค้านต้องไม่มีตำแหน่งในสภา
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาการประชุมใหญ่สามัญของพรรคก้าวไกล 23 ก.ย.นี้ ที่จะมีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะมี ‘แผนเหนือเมฆ’ อย่างที่เขาว่ากันไว้หรือไม่