เป็นนโยบายเรือธงที่หลายภาคส่วนจับตามองอย่างใกล้ชิด
สำหรับเรื่องนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต แจกเงิน 1 หมื่นบาท ให้กับประชาชนไทย ที่อายุเกิน 16 ปี สามารถใช้จ่ายได้ในเขตพื้นที่ที่กำหนด
โดยจะใช้งบประมาณทั้งหมดประมาณ 5.6 แสนล้านบาท
แน่นอนว่าด้วยการใช้งบประมาณมหาศาลเช่นนี้ การจับจ้อง และให้ความสนใจย่อมมีมากตามไปด้วย
รวมทั้งต้องแบกความคาดหวังของผลสัมฤทธิ์โครงการ ว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ไม่มีเงินงบประมาณหลุดรั่วไหล หรือเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
แต่ไม่ว่าอย่างไรนโยบายนี้ก็ต้องเดินหน้า เพราะถือเป็นคำสัญญาของรัฐตอนหาเสียงที่ให้ไว้กับประชาชน
ไม่ควรเลยที่จะมีใครไประงับขัดขวาง หรือใช้เป็นเงื่อนไขอื่นใดที่จะกลายเป็นอุปสรรค
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งโครงการจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นการทำตามนโยบายของรัฐ แต่กลับถูกนำมาเป็นเงื่อนไขของการกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม การติดตามตรวจสอบ และการเสนอแนะเพื่อให้โครงการนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และรัฐบาลเองก็ควรจะเปิดใจรับฟังด้วย
อย่างน้อยก็เรื่องของเทคโนโลยีในการดำเนินการ ที่รัฐบาลยืนยันหนักแน่นว่าจะใช้ระบบบล็อกเชน ทำงานอยู่เบื้องหลัง
โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความโปร่งใส และเป็นระบบที่มั่นคง ปลอดภัยโจมตี ไม่ได้
เป็นอีก 1 เรื่องที่ต้องทบทวน หลังจากที่ผู้รู้ด้านเทคโนโลยีหลายคนออกมาให้ความเห็นในทิศทางเดียวกัน ว่าบล็อกเชนที่เข้มแข็งจริงๆ นั้น จะต้องเป็นฐานข้อมูลที่กระจายศูนย์ และมีผู้ใช้มากพอที่จะปกป้องระบบได้
แต่ในส่วนของดิจิทัลวอลเล็ต ที่เป็นข้อมูลภาครัฐ มีผู้บันทึก‘บล็อก’เพียงเจ้าเดียว ซึ่งก็คือรัฐบาลนั้น ไม่ได้ทำ ให้ระบบเข้มแข็งแต่อย่างใด ซ้ำยังเกิดปัญหาหากถูกจู่โจมทางไซเบอร์อีกด้วย
นี่ยังไม่ได้พูดถึงขั้นตอนการวางระบบให้รองรับฐานข้อมูลของคน 56 ล้านคน ที่ต้องใช้เวลา, กำลังคน และทรัพยากรมหาศาล หากต้องการให้ทันใช้ในอีก 5 เดือนข้างหน้า
จึงต้องทบทวนให้ดีและเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ใช้ได้จริง ไม่ให้ถูกครหาว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
รุก กลางกระดาน