รัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้จัดการเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2562 และ 2566 โดยมีบทเฉพาะกาล กำหนดให้สว. 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีอำนาจร่วมกับ สส. 500 คน ในการให้ความ เห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกฯ

4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนักการเมืองและภาคประชาชนพยายามเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่าสิบฉบับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา มีทั้งเสนอให้แก้ไขทั้งฉบับ และแก้ไขเป็นรายมาตรา แต่มีเพียงฉบับเดียวที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งเป็นการแก้ไขเฉพาะเรื่องระบบเลือกตั้ง สส.

ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566 แทบทุกพรรคการเมืองต่างประกาศเป็นนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างแก้ไข และเกือบทุกพรรคเน้นย้ำไม่แตะหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์

โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ประกาศ ทุกเวทีหาเสียงว่าจะนำเรื่องการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล เพื่อเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

และยังออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ว่า จะ ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งส.ส.ร. ให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ รัฐบาลจะคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งใหม่

แต่ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา กลับบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนสุดท้าย โดยระบุว่า

“การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่แก้ไข ในหมวดพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎ กติกาที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา เพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”

เมื่อมีการประชุมครม.นัดแรกเมื่อ 13 ก.ย. ยังเป็นเพียงแค่คำสั่งนายกฯ ให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ดึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็น และใช้เวทีรัฐสภาหารือแนวทางรูปแบบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จึงถูกวิจารณ์อย่างหนักเป็นการ “ยื้อเวลา” หรือไม่

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง ยืนยัน “ผมเทหมดหน้าตักแล้ว ถ้าเกิดคำว่าไม่เทหมดหน้าตัก แสดงว่ายังมีก๊อกสองในกระเป๋า ผมไม่มีอะไรในกระเป๋า เต็มที่กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม รัฐธรรมนูญ เราพูดไปทุกเวที อาจยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเวลา ถ้าชัดแล้วจะมีการขีดไทม์ไลน์”

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ระบุว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการติดต่อทาบทามบุคคลที่มีความเหมาะสม จากหลายภาคส่วนและเป็นคนที่มีความรู้ด้านกฎหมายมหาชน เพราะอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วม รวมถึงอยากให้เกิดการทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด หรือต้องสำเร็จภายใน 4 ปีนี้ เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สำทับว่า มั่นใจ รัฐบาลเพื่อไทยอยู่ครบ 4 ปีไม่ยุบสภาก่อนแน่ ยันไม่เคยพูดแก้รัฐธรรมนูญเสร็จจะยุบสภา

หลังจากนั้นโซเชี่ยลมีการขุดคลิปตอนหาเสียงมายืนยันว่านพ.ชลน่าน เคยพูดว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จจะยุบสภา

ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเคลือบแคลงว่ารัฐบาลจะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องป้องกันว่ารัฐบาลจะมีอายุยาวจนกว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเสร็จหรือไม่

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การที่ครม.มีมติตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาแนวทางจัดทำประชามติ ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใครก็มองออกว่า ยื้อเวลาหรือไม่ รัฐบาลอาจกลัวว่าถ้าเสร็จเร็ว อาจจะถูกทวงถามเรื่องการยุบสภาก็ได้

นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ รักษาการเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มองว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำตามที่หาเสียงไว้ การตั้งคณะกรรมการศึกษาการทำประชามติเป็นการเตะถ่วงเวลา หรือเปิดช่องเพื่อไม่ให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ และไม่จำเป็นต้องมีส.ส.ร.หรือไม่

อีกทั้งยังมีคำถามว่า จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการนี้อีกหรือไม่ เพราะในสภาสมัย ที่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไปแล้ว มีผลการศึกษาว่าควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยมีส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง และให้มีการทำประชามติ จึงแทบไม่มีอะไรให้ศึกษาใหม่แล้ว

ด้านนักวิชาการมีความเห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้าน

นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า การที่มอบหมายให้นายภูมิธรรม ดูแลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นการยื้อเวลา ก่อนที่จะลงประชามติ ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ต้องมีก็ได้

ส่วนการจะต้องเปิดเวทีรัฐสภาสอบถามความคิดเห็นก่อน มองว่าเป็นเกมการเมืองของนายภูมิธรรม เพราะรู้ดีว่าเสียงข้างมากในสภาจะไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะคะแนนเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 99.99 ได้ประโยชน์โดยตรงจากรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือพูดง่ายๆ ใช้กระบวนการทางสภาไม่ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจก็ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และศึกษาความเป็นไปได้จากประชาชนโดยตรงก็ได้ ถือว่าจบ

แต่สถานการณ์ขณะนี้การแก้รัฐธรรมนูญคงเป็นไปได้ยาก หรือหาก สว.หมดวาระ และยังไม่ชัดเจนในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลอาจหาทางออกโดยตั้ง ส.ส.ร.เพื่อรักษาสถานะทางการเมืองของตัวเอง

ดังนั้น มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้องใช้พลังทางสังคมค่อนข้างมากในการกดดันรัฐบาล

นายวีระ หวังสัจจะโชค ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า อันดับแรกที่รัฐบาลต้องทำ คือเสนอให้ทำประชามติแก้ไขมาตราแก้รัฐธรรมนูญ มาตราเดียวก่อน เพื่อปลดล็อกให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะปัจจุบันแก้ยากเหลือเกิน ต้องได้เสียงสว. ต้องได้เสียงของหลายกลุ่มจนแทบเหมือนจะแก้ไขไม่ได้เลย

ตามกระบวนการ ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง ถ้า ส.ส.ร.มาจากการ เลือกตั้งอีก ต้องเลือกอีก 1 ครั้ง รวมทั้งหมดถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไปลงคะแนนเสียงถึง 4 รอบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาทั้งสมัยของรัฐบาล แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่อยู่เต็มสมัย 4 ปี ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ข้อกังวลของนักวิชาการหลายคนคือ สุดท้ายจะเหมือนเรากลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เฉพาะบางมาตรา คือแก้เรื่องระบบเลือกตั้ง แก้เรื่องการยกเลิก ไพรมารี ในการที่จะอำนวยความสะดวกให้กับนักการเมือง ในการเลือกตั้งเท่านั้น

แต่ไม่ได้แก้ที่หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย การกระจายอำนาจ หรือสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน