ศาลาว่าการกทม. – เมื่อวันที่ 20 ก.ย. น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เพื่อขอให้ กทม.ทบทวนและยุติการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ในซอยแคบ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอการจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่4 ) โดยขอให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนใหม่ โดยมีนายชัชชาติเข้ารับฟังปัญหาจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และรับหนังสือร้องเรียน
น.ส.สารีกล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างอาคารโดยสภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ พบว่า มีเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคหลายเรื่อง เช่น การก่อสร้างล่าช้า สร้างไม่เป็นไปตามโฆษณา ไม่คืนเงินดาวน์ริบเงินจองเงินทำสัญญา สาธารณูปโภคไม่มี ที่จอดรถไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารไม่ตรงตามแบบที่ขออนุญาต ดำเนินการก่อสร้างโดยยังไม่ผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
จากปัญหาดังกล่าวอาจเกิดความไม่ปลอดภัยด้านอัคคีภัย โดยเฉพาะการสร้างอาคารขนาดใหญ่ภายในซอยแคบ ซึ่งมีอยู่ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการในซอยประดิพัทธ์ 23 2.โครงการ ในซอยพหลโยธิน 37 และ3.โครงการ ในซอยรัชดาภิเษก 44 ที่มีปัญหา ความกว้างของถนนไม่ถึง 6 เมตร จึงไม่สามารถสร้างอาคารขนาดใหญ่ หรืออาคารที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000-10,000 ตารางเมตรได้ จำนวนที่จอดรถในโครงการไม่เพียงพอตามกฎหมายกำหนด
ก่อนหน้านี้สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อวัดความกว้างของถนน พบว่าโครงการที่จะเข้าไปก่อสร้างในทั้ง 3 ชุมชน ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่เข้าข่ายการขออนุญาตสร้างอาคารอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
น.ส.สารีกล่าวว่า ทางสภาองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคมีข้อเสนอเร่งด่วน โดยขอให้กทม. ในฐานะหน่วยงานท้องถิ่น ระงับขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างโครงการ ทั้ง 3 โครงการดังกล่าว เพื่อทำการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ ขอให้กทม.จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาจัดตั้งกองทุนอีไอเอ เป็นกองทุนอิสระโดยมีคณะกรรมการจากกระบวนการสรรหาผู้เชี่ยวชาญจาก ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นกลางในการพิจารณาและประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยให้เก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ประกอบการเข้ากองทุน และขอให้พิจารณาแก้ไขข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 ให้มีลักษณะเดียวกันกับการกำกับดูแลอาคารสูง/อาคารขนาดใหญ่ ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ที่กำหนดทั้งใน เรื่องของเขตทาง และผิวจราจร เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายควบคุมอาคารในเรื่องของความปลอดภัยกรณีเกิดเหตุอัคคีภัย
ขอให้กทม.จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญในการทบทวนการใช้หรือการมีอยู่ของมาตรา 39 ทวิ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เพื่อให้การสร้างอาคารต้องผ่านการอนุญาตจากหน่วยงานผู้มีความรับผิดชอบในการควบคุม กำกับดูแลการก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน และมีผู้รับผิดชอบในการอนุญาตการสร้างอาคารอย่างชัดเจน และขอให้กทม.กำกับดูแลขั้นตอนการอนุญาตสร้างอาคารในเขตกรุงเทพฯ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อลดปัญหาการก่อสร้างอาคารผิดกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
ด้านนายชัชชาติกล่าวว่า รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว จะเร่งตรวจสอบและดำเนินการแก้ปัญหาตามข้อร้องเรียนต่อไป