วันที่ 21 ก.ย. บีบีซีรายงานว่า รัฐบาลโปแลนด์ หนึ่งในประเทศพันธมิตรเหนียวแน่นของยูเครน ประกาศว่าจะไม่ส่งอาวุธให้เพื่อใช้ในการต่อสู้กับรัสเซีย หลังกรณีพิพาทเรื่องธัญพืชทวีความรุนแรงขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีมาแตอุช ยากุป มอราวีแยตสกี แห่งโปแลนด์ กล่าวว่าจะหันมาติดอาวุธทันสมัยให้ประเทศตนเองแทน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ทางการโปแลนด์เรียกพบทูตยูเครนเพื่อสอบถามถึงการแสดงความคิดเห็นของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ที่กล่าวระหว่างร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยที่ 78 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ว่าบางประเทศเสแสร้งทำเป็นสมานฉันท์กับยูเครนซึ่งโปแลนด์โต้แย้งว่าไม่ยุติธรรมเพราะสนับสนุนยูเครนตั้งแต่วันแรกที่เกิดสงคราม
โดยประเด็นจุดชนวนความตึงเครียดเกี่ยวกับการนำเข้าธัญพืชที่เริ่มต้นหลังรัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนก.พ.2565 เนื่องจากรัสเซียปิดกั้นเส้นทางผ่านทะเลดำ ยูเครนเลยต้องหาเส้นทางอื่นทางบกเพื่อกระจายสินค้า และทำให้ธัญพืชจำนวนมากเข้าสู่ยุโรปกลาง ด้วยเหตุนี้สหภาพยุโรป (อียู) จึงใช้มาตรการชั่วคราวห้ามสมาชิกงดนำเข้าธัญพืชยูเครนฝ่ายเดียว แต่อนุญาตให้ 5 ประเทศ ได้แก่ บัลแกเรีย ฮังการี โปแลนด์ โรมาเนีย และสโลวะเกียมีสิทธิ์ในการห้ามจำหน่ายธัญพืชยูเครนเพื่อปกป้องเกษตรกรท้องถิ่นจากราคาธัญพืชตกลง โดยมาตรการนี้สิ้นสุดเมื่อ 15 ก.ย. และอียูเลือกที่จะไม่ขยายเวลาบังคับใช้ แต่ฮังการี สโลวะเกีย และโปแลนด์เดินหน้าจำกัดต่อไป ส่งผลให้ยูเครนยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO)
ขณะที่นางกาเตอรีน โกลอนนา รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า ฝรั่งเศสให้คำมั่นว่าจะส่งเครื่องบินรบให้ยูเครนและต้อนรับผู้ลี้ภัยมากกว่า 1.5 ล้านคน พร้อมเรียกร้องให้เยอรมนีเร่งส่งรถถังประจัญบานเลพเพิร์ด 2 ให้ยูเครนด้วย